posttoday
เศรษฐกิจไทย-เอาไงดี

เศรษฐกิจไทย-เอาไงดี

14 มกราคม 2558

ตั้งแต่กลางปีที่แล้วมาจนถึงต้นปีนี้ มีสำนักเศรษฐกิจหลายสำนักทั้งในส่วนของธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ตั้งแต่กลางปีที่แล้วมาจนถึงต้นปีนี้ มีสำนักเศรษฐกิจหลายสำนักทั้งในส่วนของธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ฯลฯ ออกมาทำนายเศรษฐกิจของไทยกันเป็นแถว เมื่อการเมืองมีทีท่าจะนิ่งก็มีการคาดการณ์กันด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ของปี 2557 จะดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2556 ไตรมาสเดียวกัน บางสำนักคาดว่า GDP ในไตรมาสนี้จะขยายตัว 1% บางสำนักก็ว่าจะขยายตัวถึง 2% แต่ก็มีบางสำนักเหมือนกันที่มองว่าอาจขยายตัวในเชิงติดลบ

อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ออกมาเป็นระลอกๆ จนถึงช่วงปลายปีดูไม่สู้จะดีนัก ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศหรือภาวะเศรษฐกิจโลก เช่น สถานการณ์หนี้สินครัวเรือน และอัตราผิดนัดการชำระหนี้กลับเพิ่มสูงขึ้น ตัวเลขของ สศช.ที่เปิดเผยออกมาว่ามูลค่าสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 3.39 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปี 2556 นอกจากนี้การผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อภายใต้การกำกับและบัตรเครดิตก็เพิ่มขึ้น โดยหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีมูลค่า 90,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 31.8% และคิดเป็น 2.7% ต่อสินเชื่อรวม ขณะที่สินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 48.9% มูลค่า 14,644 ล้านบาท และยอดคงค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 28.1% มูลค่า 8,153 ล้านบาท

ยิ่งกว่านั้น เมื่อหันมาดู SME ซึ่งปิดตัวไปนับแสนราย เมื่อมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาท บวกกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศ และการ
ส่งออกที่ลดลง แต่เมื่อถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏตัวเลขว่ามี SME ที่ฟื้นคืนชีพมาได้ มีแต่รายงานว่า SME ที่ยังรอดอยู่ก็ยังร่อแร่ ประคองตัวกันไป ดูจากข่าวที่ธนาคารพาณิชย์เปิดเผยออกมาว่าได้มีการปรับโครงสร้างหนี้และยืดระยะเวลาชำระหนี้มาให้ตั้งแต่ต้นปีบ้าง หรือนานกว่า 6 เดือนบ้าง แต่ปรากฏว่ามี SME บางส่วนที่ยังไม่แข็งแรงต้องให้ความช่วยเหลือกันต่อไป และ SME บางส่วนก็เดินต่อไปไม่ไหว กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

ในส่วนของเศรษฐกิจโลกก็ดูจะยังไม่นิ่ง แนวโน้มการฟื้นตัวของสหรัฐนั้น บางสำนักก็มองจากการเติบโตในตลาดแรงงานที่ค่อนข้างมากกว่ามีการฟื้นตัวแล้ว แต่บางสำนักเศรษฐกิจก็มองว่ายังเปราะบาง และบางสำนักมองเศรษฐกิจโลกว่ายังน่ากังวลเพราะพึ่งพาการฟื้นตัวของสหรัฐเท่านั้น ขณะที่ยุโรปและจีนยังมีเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มูลค่าที่ไทยส่งออกไปจีนช่วง 7 เดือนแรกของปี 2557 ลดลง 4% ญี่ปุ่นเองก็มีเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตติดลบแม้จะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบไปเยอะมากก็ตาม ส่วนยุโรปนั้นหากกรีซได้รัฐบาลที่เลิกรัดเข็มขัดและส่งผลให้ออกจากยูโรโซนก็คงต้องมาชั่งน้ำหนักกับการที่ ECB (European Central Bank) จะอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เมื่อมาดูตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 2557 โดยดูตัวเลข 8 เดือน จะเห็นว่าการส่งออกลดลง 1.36% รวมไปถึงการส่งออกไปตลาดอาเซียนที่ติดลบ 2.5%

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ดีและยังพอเป็นกำลังใจอยู่บ้างคือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ถึงกับติดลบอย่างที่บางสำนักคาดการณ์ แต่ก็ขยายตัวไม่ถึง 1-2% ตามที่บางสำนักคาดการณ์เช่นกัน โดยขยายตัวที่ 0.6% จึงมีการคาดการณ์กันว่า เมื่อถึงปลายปี 2558 เศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวที่ 4-5% โดยหวังว่าอานิสงส์ต่างๆ ที่รัฐบาลได้ทำลงไปจะเริ่มเห็นผลกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม การจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ และที่สำคัญก็หวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะช่วยดึงเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งล้วนเป็นตลาดหลักของไทยก็คงจะไม่ซวดเซไปมากนัก และก็ต้องหวังอีกว่าเศรษฐกิจของอาเซียนเองกับการเป็นประชาคมอาเซียนจะมีผลในทางบวกกับประเทศไทยมากกว่าผลลบ สิ่งเหล่านี้เป็นความหวังที่จะทำให้มีการคาดการณ์กันว่าการส่งออกของไทยในปี 2558 นี้จะขยายตัว 2.5-3.5% และเมื่อบวกกับปัจจัยอื่นๆ จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตถึง 4-5% ดังกล่าวข้างต้น

ผู้เขียนหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรมาทำให้สะดุดขาตัวเองจนล้มพังพาบไปอีก โดยเฉพาะปัญหาภาษีที่เจ้ากระทรวงการคลังตั้งหน้าตั้งตาจะเก็บให้ได้ตามเป้าโดยมองการสูญเสียภาษีเพียงในระยะสั้นเหมือนเป็นอธิบดีกรมจัดเก็บ แต่ไม่ได้มองเศรษฐกิจในภาพรวม ก็หวังอีกว่ารองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจที่ดูภาพรวมอยู่แล้วจะมีจุดยืนและจะเอาอยู่ เพราะขืนขึ้นภาษีตะพึดตะพือโดยไม่มองให้กว้างกว่าเรื่องภาษีระวังจะสะดุดขาตัวเองเหมือนญี่ปุ่น ที่พอปรับภาษี Sale Tax จาก 5% เป็น 8% และ 10% ตามลำดับ เลยกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้บรรยากาศการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลงอย่างรุนแรง ขนาดติดลบถึง 7.6% ทั้งที่ก่อนหน้านั้น (ไตรมาสแรกของปี 2557) ซึ่งเป็นช่วงก่อนปรับขึ้นภาษี Sale Tax เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวถึง 6% แต่เมื่อปรับขึ้นภาษีจะอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรก็ไม่ฟื้น จึงหวังว่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญที่ไทยจะไม่เดินตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท