
สัญญาณไม่ดี
เข้าปีใหม่มาได้ครึ่งเดือน เศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นอะไรเป็นรูปเป็นร่างอันเป็นสัญญาณไม่ค่อยจะสู้ดีนัก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังดิ่งลงอย่างผิดปกติ รวมไปถึงการสั่นคลอนของค่าเงินยูโรของกลุ่มยูโรโซน พร้อมกับแนวโน้มของการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนด้วย
เข้าปีใหม่มาได้ครึ่งเดือน เศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นอะไรเป็นรูปเป็นร่างอันเป็นสัญญาณไม่ค่อยจะสู้ดีนัก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังดิ่งลงอย่างผิดปกติ รวมไปถึงการสั่นคลอนของค่าเงินยูโรของกลุ่มยูโรโซน พร้อมกับแนวโน้มของการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนด้วย
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณบอกว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะเผชิญหน้ากับความผันผวนอย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอนครับ
แม้ว่าในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกน่าจะพึงพอใจกับราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลง แต่ดังที่เรียนรับใช้ท่านผู้อ่านมาโดยตลอดว่า ราคาน้ำมันโลกที่ถูกลงนั้นไม่ได้สะท้อนกลไกตลาดน้ำมันที่แท้จริง แต่เป็นผลมาจากปัจจัยการแข่งขันราคาน้ำมันระหว่างกลุ่มโอเปกและกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐ
ดังนั้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในสภาพที่ต่ำเช่นนี้ แต่ทว่าในวันหนึ่งราคาก็จะเริ่มปรับเข้าสู่ความสมดุล เมื่อราคาแตะจุดต่ำสุด และไม่สามารถตกต่ำไปมากเกินกว่านั้นได้แล้ว และจะทำให้เกิดการรีบาวด์ของราคาน้ำมันขึ้น
ถึงจุดนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าเมื่อไหร่ที่ราคาน้ำมันจะแตะจุดต่ำสุดครับ เนื่องจากผู้มีอิทธิพลในตลาดน้ำมันโลกอย่างโอเปก ยังยืนกรานไม่ลดกำลังการผลิตเพื่อกระตุ้นราคาขึ้นมา แต่สถานการณ์เช่นนี้ถือว่าไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่ครับ
เมื่อสองวันที่ผ่านมา ธนาคารโกลด์แมนแซคส์ของสหรัฐก็ตัดลดแนวโน้มของราคาน้ำมันโลก โดยคาดว่าเฉลี่ยทั้งปีราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสน่าจะอยู่ที่ราวๆ 47.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากเดิมที่คาดไว้ที่ 73.75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลครับ ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์คาดว่าจะอยู่ที่ 50.40 เหรียญสหรัฐ จากเดิมที่คาดไว้ที่ 83.80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
คำถามที่สำคัญก็คือว่า ราคาน้ำมันจะลดต่ำลงไปได้ถึงขนาดไหนกันครับ ในเมื่อต้นทุนการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกนั้นอยู่ที่ราวๆ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนน้ำมันจากเชลออยล์นั้นอยู่ที่ราวๆ 43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดสหรัฐขายกันอยู่ราวๆ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น นั่นหมายความว่าสงครามราคาอาจจะใกล้ถึงจุดไคลแมกซ์ในไม่ช้านี้แล้วก็ได้ ซึ่งถือว่าราคาน้ำมันนั้นดุเดือดตั้งแต่ต้นปีทีเดียว
ในปีนี้โลกยังจะต้องประสบกับนโยบายทางการเงินที่ไม่ปกติ จากการใช้การกระตุ้นจากกลุ่มยูโรโซนอีก ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณราว 5 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 20 ล้านล้านบาท แน่นอนว่าปริมาณเงินขนาดนี้ถือว่าไม่มาก และก็ไม่น้อยที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลกได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัจจัยจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ที่น่าจะทำให้ตลาดทุนโลกสั่นคลอนอีกด้วยเช่นกัน
ปีนี้เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณไม่ปกติตั้งแต่ต้นปีทีเดียวครับ







