
สงครามราคาน้ำมัน ศึกนี้มีแต่มะกันเจ็บ
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้กลายเป็นโอกาสทองของสหรัฐที่เทคโนโลยีการสกัดน้ำมันจากหินน้ำมัน (เชลออยล์) กำลังพัฒนารุดหน้าจนผลักดันให้สหรัฐมีแนวโน้มขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของโลก
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้กลายเป็นโอกาสทองของสหรัฐที่เทคโนโลยีการสกัดน้ำมันจากหินน้ำมัน (เชลออยล์) กำลังพัฒนารุดหน้าจนผลักดันให้สหรัฐมีแนวโน้มขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของโลก
กระทั่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งออกโรงคาดการณ์ว่า สหรัฐน่าจะมีบทบาทอย่างมากบนเวทีพลังงานโลกชนิดทัดเทียมหรืออาจมากกว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) ที่มีสัดส่วนกำลังการผลิตน้ำมันถึง 40% ของน้ำมันที่ผลิตได้ทั้งหมดของโลกเลยทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็นการเปิดศึกสงครามราคาน้ำมันอย่างดุเดือด
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มออกโรงเตือนแล้วว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2009 ที่หลุดกรอบราคา 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่่อวันที่ 13 ม.ค. ในตลาดงวดส่งมอบเดือน ก.พ. อาจทำให้สหรัฐกลายเป็นผู้แพ้และเจ็บตัวอย่างหนักในสงครามราคาน้ำมันครั้งนี้ก็เป็นได้
ทั้งนี้ ต้องยอมรับก่อนว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 จนถึงต้นปี 2015 ราคาน้ำมันปรับลดลงแล้วมากกว่า 60% เนื่องจากอิทธิพลของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่การเติบโตชะลอตัวลง จนส่งผลต่อปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมัน ซึ่งสวนทางกับกำลังการผลิตน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้น จนเกิดปริมาณน้ำมันล้นตลาด โดยล่าสุดปริมาณน้ำมันสำรองคงคลังของสหรัฐยังคงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลีโอนิด เบอร์ชิดสกี อดีตบรรณาธิการสายข่าวเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันรัสเซีย แสดงความเห็นว่า ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ กลายเป็นปัจจัยลบต่อสหรัฐอย่างรุนแรง ยิ่งหากยังดื้อดึงสู้กับกลุ่มโอเปกต่อไป สหรัฐน่าจะเป็นฝ่ายที่เจ็บตัวเอง
เหตุผลของเบอร์ชิดสกี สอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่่งที่ออกมาให้เหตุผลว่า สหรัฐไม่สามารถเอาชนะกลุ่มโอเปกได้ เพราะภาคอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนอย่างแท้จริง
ผิดกับกลุ่มโอเปกที่ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐอย่างเข้มงวดใกล้ชิด
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า เมื่อราคาน้ำมันที่ซื้อขายกันในตลาดมีราคาถูกมากเกินไป ย่อมหมายความว่ารายได้ที่ไหลเข้ากระเป๋าของผู้ผลิตน้ำมันย่อมลดลง จนอาจถึงจุดที่เรียกว่าไม่คุ้มทุนอีกต่อไป ซึ่งสำหรับประเด็นนี้ สหรัฐค่อนข้างเสียเปรียบกลุ่มโอเปกแบบเต็มๆ เพราะต้นทุนการผลิตด้วยการสกัดเจาะหินน้ำมัน (แฟร็กกิ้ง) สูงกว่าการขุดเจาะแบบธรรมดาทั่วไปที่กลุ่มโอเปกใช้ ดังนั้นหากขายน้ำมันไม่ได้ราคา ย่อมไม่คุ้มทุนที่ลงทุนไป
แนวคิดข้างต้นได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นจากรายงานของบลูมเบิร์กที่ระบุชัดว่า บรรดาผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐหลายแห่งเริ่มยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าผิดสัญญาเพื่อยุติการว่าจ้างการสกัดหินน้ำมันขึ้นมาใช้ โดยสองยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐอย่างเฮลเมอริชแอนด์เพนย์ และไพโอเนียร์ เอ็นเนอร์จี เซอร์วิส ได้ยกเลิกสัญญาของตนเองไปแล้วคนละ 4 ฉบับ ขณะที่ผลสำรวจของบลูมเบิร์กพบว่า มีแนวโน้มเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตน้ำมันทั่วสหรัฐจะยกเลิกสัญญาข้อตกลงการขุดเจาะล่วงหน้าของตนเองรวมกันแล้วกว่า 50-60 ฉบับทีเดียว
นักวิเคราะห์ชั้นนำจากวู้ด แม็คคินซีย์ อธิบายว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้ยอดการผลิตน้ำมันที่ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน เป็นยอดเงินติดลบ หรือหมายความว่าผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐจะไม่มีรายได้จากการผลิตน้ำมันเลย แต่ก็ยังคงต้องผลิตต่อไป เนื่องจากมีภาระหนี้ที่ต้องชดใช้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ปัญหาหลักสำหรับผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐก็คือ การที่ไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ หากยังต้องเดินหน้าผลิตน้ำมันแบบขาดทุนเช่นนี้ต่อไป ยิ่งหากราคาน้ำมันยังคงลดต่ำลง หรืออยู่ในระดับต่ำเช่นในปัจจุบัน ระดับหนี้ของผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐย่อมทับถมเพิ่มพูนมากขึ้น
อีกทั้งต่อให้เป็นผู้ผลิตที่แข็งแกร่งหรือมีโครงสร้างดีแค่ไหน ก็อาจไม่สามารถประคับประคองให้ตัวเองอยู่รอดได้ เพราะขาดทั้งเงินทุนหมุนเวียน และขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่จะช่วยจัดการหนี้ จนกระทั่งท้ายที่สุด การล้มละลายและการที่ไม่อาจขยายตัวได้ จะบีบให้สหรัฐต้องตัดลดกำลังการผลิตของตนเองลง
ถามว่าเมื่อสหรัฐเจ็บตัว แล้วคู่แข่งอย่างโอเปกไม่เจ็บบ้างหรืออย่างไร
นักวิเคราะห์ต่างแสดงความเห็นสอดคล้องตรงกันว่า คำถามข้างต้นแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐและกลุ่มโอเปกอย่างเห็นได้ชัด เพราะในขณะที่ผู้ผลิตกลุ่มโอเปกเป็นองค์กรของรัฐ ซึ่งมีอำนาจการบริหารจัดการและกำหนดกลไกตลาดอยู่ในมือ ผู้ผลิตของสหรัฐกลับเป็นเพียงแค่กลุ่มนายทุนที่ต้องแบกรับความเสี่ยงและภาระหนี้ด้วยตัวเองเท่านั้น
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบียและรัฐมนตรีน้ำมันสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า สมาชิกกลุ่มโอเปกมีแรงต้านทานเพียงพอแม้ราคาน้ำมันจะลดต่ำลงเหลือเพียงแค่ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็ตาม
ขณะเดียวกัน เมื่อธุรกิจน้ำมันคือสายเลือดหล่อเลี้ยงประเทศ โอเปกย่อมไม่สามารถถอยหลังกลับหรือยุติปัญหาด้วยการเลิกหรือลดกำลังการผลิตเหมือนเอกชนสหรัฐ ซึ่งในท้ายที่สุดในระยะยาวแล้ว หลายฝ่ายเชื่อว่าเอกชนสหรัฐไม่น่าจะยอมทนเจ็บตัวกันอีกต่อไป และข่าวการล้มละลายหรือระงับสัญญาขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐน่าจะทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง เพราะเกิดความกังวลต่อปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาด แต่ราคาน้ำมันจะขึ้นแตะไปที่เท่าใดนั้น ยังเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายยอมรับว่ายากเกินคาดการณ์ได้
ทั้งนี้ แม้ผลลัพธ์ของสงครามราคาน้ำมันในขณะนี้ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว การแข่งขันครั้งนี้ที่จะยังคงดุเดือดและยืดเยื้อต่อไป ภาคพลังงานสหรัฐภายใต้การดำเนินงานของเอกชน มีแนวโน้มเจ็บหนักแน่นอน และเป็นการเจ็บที่อาจกระเทือนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ไม่น้อยทีเดียว







