
ไล่เอาผิดคดี112 เรียกศรัทธา
ส่งสัญญาณลุยเอาผิดกับบรรดามือหมิ่นฯ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผ่านกลไกต่างๆ แบบเต็มสูบ หลังจากนิ่งเงียบมานาน
ส่งสัญญาณลุยเอาผิดกับบรรดามือหมิ่นฯ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ผ่านกลไกต่างๆ แบบเต็มสูบ หลังจากนิ่งเงียบมานาน
ชัดเจนกับกรณี เอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ หนึ่งในผู้ต้องหาที่กำลังถูกติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี จากความผิดในฐานะผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ถือเป็นการขยับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครั้งใหญ่หลังรัฐประหาร เริ่มตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศเชิญอุปทูตสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เพื่อขอรับทราบสถานะของ “ตั้ง อาชีวะ” จากที่ออกมาประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าลี้ภัยอยู่นิวซีแลนด์
มาตรการเช่นนี้ถือเป็นการกดดันกลายๆ ให้ “นิวซีแลนด์” ช่วยติดตามสอดส่องพฤติกรรมของ ตั้ง อาชีวะ และป้องปรามไม่ให้ใช้เป็นพื้นที่เป็นฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง
ด้วยการย้ำความผิดว่า ตั้ง อาชีวะ เป็นผู้ต้องหาคดีอาญาที่กำลังหลบหนีคดี ไม่ใช่ประเด็นการเมืองที่จะเข้าข่ายเงื่อนไขลี้ภัยทางการเมือง
ถึงขั้นหยิบยกประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมากดดันทางนิวซีแลนด์ เมื่อความผิดของ ตั้ง อาชีวะ ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อความรู้สึกของคนในชาติ
แม้ที่ผ่านมาจะหลบหนีไปต่างประเทศ แต่ยังพบการเคลื่อนไหวท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนไม่น้อย
ความไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่รัฐกระทบไปถึงคะแนนนิยมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกตั้งความหวังว่าจะใช้อำนาจในมือสะสางปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าเกือบ 8 เดือนที่ผ่านมายังไม่เห็นท่าทีเอาจริงเอาจัง หรือมีผลงานที่จับต้องได้
สุดท้าย กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่นิวซีแลนด์ต้องลงมือเปิดเว็บไซต์และเฟซบุ๊กคัดค้านกรณีการได้ถิ่นพำนักและได้หนังสือเดินทางของ ตั้ง อาชีวะ ควบคู่ไปกับส่งหนังสือถึง จอห์น คีย์ นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน และรวบรวมรายชื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลนิวซีแลนด์ เพื่อให้เพิกถอนสถานะของ ตั้ง อาชีวะ
มาตรการแทรกแซงทางสังคมยังสะเทือนต่อไปถึงเงินบริจาค UNHCR ต้นทางที่พา ตั้ง อาชีวะ เข้าสู่นิวซีแลนด์ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง เพราะมีผู้ออกมาประกาศเลิกให้เงินสนับสนุนเพราะกรณีนี้
หลังจากภาคประชาสังคมเริ่มขยับ บีบให้ภาครัฐต้องเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเอาผิดคดีตามมาตรา 112 ที่ไม่ได้มีแค่กรณี ตั้ง อาชีวะ เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ภายนอกประเทศ
ล่าสุด พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม นั่งหัวโต๊ะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางมาตรการติดตามตัวผู้ต้องหากระทำความผิดคดีหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งหลบหนี
ไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ พร้อมตั้งอนุ
กรรมการขึ้นมาติดตามงาน 4 ชุด ทั้งชุดบังคับใช้กฎหมาย ชุดต่างประเทศ ชุดเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางโซเชียลมีเดีย และชุดทำความเข้าใจกับคนในประเทศและต่างประเทศ
พร้อมเดินเครื่องชี้แจงไปยัง 10 ประเทศ ที่ได้รับรายงานว่ามีผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 เข้าไปพักอาศัย เพื่อยืนยันสถานะความผิดบุคคลดังกล่าว
สาเหตุที่ทำให้รัฐบาล คสช. ต้องเร่งเดินหน้าเอาผิดผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 เป็นเพราะต้องการกู้ “ศรัทธา” หลังจากคะแนนนิยมค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เพราะประเด็นนี้สังคมส่วนใหญ่ล้วนแต่คาดหวังว่าจะเป็นเรื่องลำดับต้นๆ ที่รัฐบาลจะเอาจริงเอาจัง
ต้องยอมรับว่าการเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานที่รุมเร้าต่อเนื่อง ทั้ง ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังชะงักงัน ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ล้วนแต่กัดเซาะต้นทุนของรัฐบาลและ คสช.ให้ลดน้อยลงไป
นอกจากนี้ เครือข่ายผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 ยังถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลและ คสช.ที่จำเป็นต้องควบคุมไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวซ้ำเติมปัญหา
ที่สำคัญเครือข่ายผู้กระทำผิดมาตรา 112 ยังมีบางส่วนโยงใย คาบเกี่ยวกับฝ่ายต่อต้าน คสช. การเร่งดำเนินการเอาผิดแม้จะไม่ง่ายกับการนำตัวมาดำเนินคดี แต่อย่างน้อยย่อมช่วยปรามไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้สร้างปัญหาเพิ่มเติม







