
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (21)
ประธานาธิบดีรูสเวลต์ชนะเลือกตั้งสมัยแรก และเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2476 ช่วง “ร้อยวันแรก” มีการเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาถึง 15 ฉบับ
ประธานาธิบดีรูสเวลต์ชนะเลือกตั้งสมัยแรก และเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2476 ช่วง “ร้อยวันแรก” มีการเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาถึง 15 ฉบับ
แน่นอนว่ากฎหมายเหล่านี้ก่อผลดีให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย คือคนยากจนและคนตกงานได้อย่างถึงลูกถึงคน ขณะเดียวกันกฎหมายเหล่านี้ก็กระทบต่อธุรกิจและสิทธิของบุคคลอย่างรุนแรงจึงเกิดแรงต่อต้าน และศาลก็เข้ามา “ทำหน้าที่” ตรวจสอบถ่วงดุลในขอบเขตอำนาจของตนอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายนิวดีลอย่างรุนแรง ความคิดในการ “แก้ลำ” ศาลของประธานาธิบดีรูสเวลต์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ปีแรกๆ ของการเข้าดำรงตำแหน่ง แต่รูสเวลต์ใช้เวลา “ศึกษาและหาจังหวะเหมาะ” อยู่นานถึงร่วม 4 ปี จึงได้ประกาศสงครามโดยมาตรการ “มัดตราสังศาล”
แท้จริงแล้ว ความคิดเรื่องการที่จะต้อง “จัดการ” กับศาลของรูสเวลต์ เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2475 เมื่อเขาประกาศว่า “หลังวันที่ 4 มี.ค. 2473 เป็นต้นมา
(วันที่ประธานาธิบดีเฮอเบิร์ต ฮูเวอร์ สาบานตัวเข้ารับตำแหน่ง) พรรครีพับลิกันได้เข้าควบคุมทุกองคาพยพของรัฐบาลอย่างเบ็ดเสร็จ ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทน กระทรวงต่างๆ และผมอาจพูดได้ว่า เพื่อให้มาตรการต่างๆ ครบถ้วน ได้เข้าไปควบคุมศาลสูงสุดด้วย”
ในเดือน เม.ย. พ.ศ. 2476 เพียงเดือนเดียวหลังเข้ารับตำแหน่ง มีจดหมายถึงประธานาธิบดีเสนอแนวคิดเพิ่มจำนวนตุลาการในศาลสูงสุด จาก 9 เป็น 12 คน ซึ่งจะทำให้ประธานาธิบดีใหม่เลือกคนของฝ่ายตนเข้าไปในศาลได้ ต่อมาอีกไม่กี่เดือนรูสเวลต์สั่ง สติลล์ โฮเมอร์ คัมมิงส์ (Stille Homer Cummings) อัยการสูงสุด ศึกษาวิจัยใน “โครงการที่สำคัญมาก” โดยร่วมกับนักกฎหมายในกระทรวงยุติธรรมทำ “โครงการลับ” เพื่อ “จำกัด” หรือ “กำจัด” อำนาจ “ตุลาการภิวัฒน์” ของศาลสูงสุด แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสำนักแกลลัปโพล พบว่าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะไปจำกัดอำนาจของศาลสูงสุด รูสเวลต์จึงต้องเพียงแต่ “เฝ้าดูและรอคอย”
เพื่อให้ทุกอย่าง “สุกงอม” รูสเวลต์ยังต้องรออีกเกือบหนึ่งปี หลังได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง เขาเลือกจังหวะเวลาในการประกาศศึกอย่างรอบคอบ ในวันที่ 2 ก.พ. เขาจึงเลือกวันที่ 5 ก.พ. ซึ่งเป็นวันศุกร์ เป็นวันประกาศศึก หนึ่งเดือนต่อมา ในวันที่ 9 มี.ค. รูสเวลต์ใช้ “เวที” คือ รายการ “คุยกับประชาชนข้างเตาผิง” (Fireside Chat) ซึ่งเป็นรายการวิทยุที่ใช้สื่อโดยตรงกับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง รูสเวลต์โจมตีศาลสูงสุดอย่างรุนแรงว่าคอยแต่ “อ่านถ้อยคำในรัฐธรรมนูญและตีความ ซึ่งไม่มีอยู่จริงและไม่เคยตั้งใจจะให้มีอยู่ในนั้น” และ “ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้พ้นมือศาลและพิทักษ์ศาลให้พ้นมือศาลเอง”
แต่แม้จะเตรียมการมาอย่างรอบคอบ เลือกจังหวะและเวลาอย่างดี และใช้เครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังสามารถสร้างคะแนนนิยมมาโดยตลอด แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นของสำนักแกลลัปโพล มีผู้สนับสนุนราว 39% เท่านั้น ขณะที่ฝ่ายคัดค้านอยู่ระหว่าง 41-49% สื่อส่วนมากคัดค้าน
แผน “มัดตราสังศาล” ของรูสเวลต์ ได้เสนอเป็นร่างกฎหมายปฏิรูปวิธีดำเนินการของศาล (The Judicial Procedure Reform Bill of 1937) มุ่งปฏิรูประบบศาลทั้งระบบ ในส่วนของศาลสูงสุด มาตรการสำคัญคือให้ตุลาการที่ทำงานมาครบ 10 ปีแล้ว เกษียณอายุที่ 70 ปี หากเข้าเงื่อนไขแล้วไม่ลาออกภายใน 6 เดือน ก็ให้พ้นจากตำแหน่งไป ขณะนั้นมีตุลาการ 6 ใน 9 คน ที่เข้าข่ายนี้ รูสเวลต์พยายามเสนอข้อมูลสนับสนุน โดยอ้างการเพิ่มจำนวนตุลาการในอดีตบ้าง อ้างเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของตุลาการที่อายุมากบ้าง แต่ก็ถูกโต้กลับด้วยข้อมูลหลักฐาน
แม้รูสเวลต์จะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่เมื่อไป “แตะต้องศาล” กลับถูกต่อต้านอย่างหนัก ฝ่ายคัดค้านขยายตัวและบทบาทอย่างกว้างขวาง
รูสเวลต์เองก็พลาด ไม่ได้ทำการบ้านกับสภาผู้แทนเสียก่อน ในที่สุดประธานกรรมาธิการยุติธรรมของสภาผู้แทนก็ไม่ยอมผ่านร่างกฎหมายนี้ ทำให้รูสเวลต์ต้องส่งกฎหมายตรงเข้าวุฒิสภา ซึ่งมีผู้นำเสียงข้างมากคือ โจเซฟ ที.โรบินสัน เป็นผู้สนับสนุน แต่โรบินสันเสียชีวิตกะทันหันจากโรคหัวใจวาย รูสเวลต์พลาดที่ไม่ได้ไปงานศพด้วย รองประธานาธิบดีการ์เนอร์ไปงานศพกลับมารายงานรูสเวลต์ว่า “คุณแพ้ ไม่มีใครโหวตให้คุณ” และวุฒิสภาก็ลงคะแนน 70 ต่อ 20 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ส่งร่างกลับคืนคณะกรรมาธิการ
รูสเวลต์จึงพ่ายศึกนี้อย่างยับเยิน แต่เขามิได้พ่ายแพ้ เพราะแม้จะ “พ่ายศึก” แต่เขากลับเป็นฝ่าย “ชนะสงคราม”
ทั้งนี้ เพราะได้เกิดปรากฏการณ์ “วันจันทร์กระจ่าง” (White Monday) เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2480 ซึ่งตรงข้ามกับ “วันจันทร์ทมิฬ” หรือ “วันเดือนดับ” (Black Monday) ที่เกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2478 เพราะศาลได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันจันทร์ที่ 29 มี.ค. จำนวน 3 ฉบับ รับรองกฎหมายที่สนับสนุนนโยบายนิวดีลสองในสามฉบับโดยพิพากษาด้วยเสียงเอกฉันท์ คดีสำคัญคดีแรกคือคดีระหว่างบริษัทโรงแรมฝั่งตะวันตกกับพาร์ริช (West Coast Hotel Co v. Parrish) ตัดสินให้กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาคดีครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2479 คะแนนออกมา 4 ต่อ 4 ประธานตุลาการฮิวจ์ส์ขอให้รอตุลาการสโตน ซึ่งเวลานั้นป่วยกลับมาลงคะแนนด้วย สโตนเป็นฝ่ายสนับสนุนนโยบายนิวดีลอยู่แล้ว เมื่อหายป่วยกลับมาโหวต คะแนนจึงออกมา 5 ต่อ 4 ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการ “พลิกกลับ” นี้คือ ตุลาการโรเบิร์ตส์ ซึ่งกลับมาเป็นฝ่ายสนับสนุนรูสเวลต์ การตัดสินคดีนี้จึงได้รับการให้สมญาว่าเป็น “การเปลี่ยนที่ทันเวลา สามารถรักษาตุลาการทั้งเก้าไว้ได้” (The swithch in time can save nine) เพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปนี้เองที่มีส่วนสำคัญ ทำให้มติมหาชนเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปศาลตามที่รูสเวลต์เสนอ







