
อย่าชะล่าใจ... น้ำมันดีดกลับได้ทุกเมื่อ!
ราคาน้ำมันโลกที่กำลังไหลลงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า นอกจากปัจจัยจากการยืนกรานไม่ปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) แล้ว ยังมีปัจจัยหลักๆมาจากปริมาณน้ำมันป้อนสู่ตลาดที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งผลิตในชั้นหินดินดาน(เชลออยล์) บนแผ่นดินสหรัฐ ซึ่งศักยภาพในการค้นพบแหล่งผลิตใหม่นี้เองทำให้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเชื่อว่า “ขณะนี้หมดยุคราคาน้ำมันแพงแล้ว”
ราคาน้ำมันโลกที่กำลังไหลลงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า นอกจากปัจจัยจากการยืนกรานไม่ปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) แล้ว ยังมีปัจจัยหลักๆมาจากปริมาณน้ำมันป้อนสู่ตลาดที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งผลิตในชั้นหินดินดาน(เชลออยล์) บนแผ่นดินสหรัฐ ซึ่งศักยภาพในการค้นพบแหล่งผลิตใหม่นี้เองทำให้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเชื่อว่า “ขณะนี้หมดยุคราคาน้ำมันแพงแล้ว”
อย่างไรก็ตาม มีผู้สังเกตการณ์ไม่น้อยทีเดียวที่ส่งสัญญาณเตือนว่า ราคา “ทองคำดำ” ที่ปรับตัวลดลงนั้นไม่ได้ลดลงตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง เนื่องจากโดยปกติ เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง โอเปกซึ่งเป็นผู้ป้อนน้ำมันเข้าสู่ตลาดรายใหญ่ จะทำการปรับลดเพดานการผลิตเพื่อลดความเสียหายทางธุรกิจและกระตุ้นให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่ครั้งนี้โอเปกกลับยืนกรานที่จะคงอัตราการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิมที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน
จึงพอสรุปได้ว่า ราคาน้ำมันในขณะนี้เตี้ยต่ำจน “ผิดปกติ” นั้นเกิดจากการแทรกแซงจากนโยบายของกลุ่มประเทศโอเปกและผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นๆ นอกกลุ่ม ฉะนั้นทิศทางราคาพลังงานที่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดจึงอ่อนไหวอย่างมากต่อนโยบายของประเทศผู้ผลิต และมีโอกาสที่จะรีบาวด์กลับขึ้นมา
เมื่อไรก็ได้
ปัจจัยที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นหลักๆ มาจากนโยบายของโอเปก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กุมบังเหียนราคาพลังงานโลก และกำลังเป็นที่จับตามองกันอย่างมากว่าโอเปกจะปรับลดกำลังการผลิตหรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศราคาพลังงานขาลงเช่นนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า โอเปกไม่สามารถปรับลดกำลังการผลิตได้ เพราะจะทำให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกนั่นเอง
กระนั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า “การปรับลดเพดานการผลิต” ก็เป็นหนึ่งในไพ่ที่โอเปกถืออยู่ และดูเหมือนโอเปกจะเก็บไพ่ตายนี้ไว้เพื่อรอเวลาใช้อยู่เช่นกัน ยืนยันได้จากภายหลังการประชุมโอเปกช่วงเดือน พ.ย. 2014 ทางโอเปกระบุว่า จะขอดูความเคลื่อนไหวของตลาดน้ำมันอีก 3 เดือน ก่อนที่จะดำเนินการขั้นต่อไป
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีแนวโน้มว่าโอเปกจะปรับนโยบายใหม่ภายในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งหากหมายถึงการตัดสินใจลดกำลังการผลิต ก็เท่ากับว่าเป็นการปิดฉากยุคน้ำมันขาลงโดยปริยาย
ขณะเดียวกัน เอกชนผู้ผลิตน้ำมันหน้าใหม่จากสหรัฐ ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันเตี้ยต่ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ก็มีแนวโน้มที่จะคงอัตราการผลิตต่อไป มิหนำซ้ำยังพยายามกดดันให้รัฐบาลวอชิงตันผ่อนคลายกฎการส่งออกน้ำมันดิบที่คงอยู่อย่างยาวนานกว่า 40 ปี
ในปัจจุบันรัฐบาลวอชิงตันก็ “รับลูก” ด้วยการทยอยผ่อนคลายกฎเกณฑ์การส่งออก กรณีดังกล่าวทำให้ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ยอดส่งออกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 34% ไปอยู่ที่ 502,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งหากรัฐบาลเมืองลุงแซมเปิดเสรีการส่งออกน้ำมันทั้งหมด ย่อมหมายความถึงปริมาณน้ำมันอีกจำนวนมหาศาลที่จะไหลทะลักเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่าเดิม
นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสอดรับกับนโยบายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐจากการส่งออกให้มากขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่สหรัฐจะยุติมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันที่ดำเนินมานานกว่า 40 ปี ในอนาคตอันใกล้
แม้ทิศทางนโยบายสหรัฐจะส่อเค้าว่าราคาน้ำมันจะต่ำลงในอนาคต แต่หากมองในมุมกลับว่านโยบายดังกล่าวคือการเปิดทางให้ผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐทำการ “ทุ่มตลาด” เพื่อทำลายอุตสาหกรรมพลังงานของคู่แข่ง สุดท้ายเมื่อสหรัฐกลายเป็นผู้กุมบังเหียนราคาพลังงานโลกอย่างแท้จริง ก็จะถึงช่วงกอบโกยที่สหรัฐจะปรับราคาน้ำมันโลกให้ทะยานขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ในทำนองเดียวกัน ราคาทองคำดำยังอาจทะยานขึ้นอย่าง “รวดเร็ว” หากความเข้มข้นจากการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย หรือเกิดการก่อสงครามที่มุมใดมุมหนึ่งของโลก สะท้อนได้จากเหตุการณ์ที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนปฏิบัติการยึดท่าเรือส่งน้ำมันในลิเบียทำให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันก็จะพบว่าปัญหาความมั่นคงทั่วโลกยังคงคุกรุ่น ทั้งความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ กรณีแบ่งแยกดินแดนยูเครน และล่าสุดการบุกยิงกราดสำนักพิมพ์ ชาร์ลี เอ็บโด อย่างอุกอาจในฝรั่งเศส โดยกลุ่มคนที่เชื่อมโยงกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในตะวันออกกลาง นับเป็นสัญญาณว่าโลกเสี่ยงต่อปัญหาความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเป็นการตอกย้ำว่าราคาน้ำมันก็อาจจะทะยานขึ้นเมื่อไรก็ได้
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้
ความเห็นตรงกันว่า ราคาน้ำมันจะอยู่ในภาวะขาลงเช่นนี้เพียงปีเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะทะยานขึ้นกลับไปอยู่ที่จุด 80-100 เหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายปีนี้
คริส ลาฟากิส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากมูดี้ส์ คาดว่าราคาพลังงานจะดีดตัวกลับไปที่ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงสิ้นปีนี้ หรือเท่ากับทะยานขึ้น 65% จากจุดราคาในปัจจุบัน ขณะที่บทวิเคราะห์ของธนาคารเอชเอสบีซีส่งสัญญาณเตือนให้นักลงทุนเตรียมตัวรับน้ำมันที่จะดีดกลับไปยืนอยู่ที่จุด 95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงปลายปี 2015
ลาฟากิสให้เหตุผลตามหลักเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ ว่า ราคาทองคำดำที่ลดลงต่ำกว่าสัดส่วน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ย่อมกระตุ้นให้เกิดความต้องการน้ำมันมากขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อน้ำมันมากขึ้นจากราคาน้ำมันราคาถูก
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจะปรับลดกำลังการผลิตลงเพื่อลดความเสียหายจากภาวะขาดทุน ซึ่งขณะนี้ในสหรัฐก็เริ่มมีหลายบริษัทแล้วที่เริ่มชะลอโครงการขุดเจาะน้ำมันใหม่เช่นกัน โดยการปรับโครงสร้างให้ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นและปริมาณน้ำมันที่ป้อนเข้าสู่ตลาดโลกจะทำให้ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นได้เช่นกัน
ดังนั้น ในบรรยากาศที่ราคาน้ำมันเตี้ยต่ำอย่างผิดปกติเช่นนี้ และในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดที่แท้จริง แต่เคลื่อนไหวตามนโยบายของประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่กดราคาไว้ แนวโน้มราคาน้ำมันโลกจึงอ่อนไหวต่อทิศทางนโยบายดังกล่าวอย่างยิ่ง และหากเกิดการปรับนโยบายเพียงนิดเดียวเท่านั้น ราคาน้ำมันก็จะทะยานขึ้นอย่างแน่นอน ถือเป็นประเด็นที่ชะล่าใจไม่ได้สำหรับปีี 2015 จริงๆ







