
โจทย์ที่รัฐจะต้องรีบแก้
นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ สำหรับประเทศไทยที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ จะประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับตัวแทนภาคเอกชน ในวันที่ 12 ม.ค. 2558
นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ สำหรับประเทศไทยที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ จะประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับตัวแทนภาคเอกชน ในวันที่ 12 ม.ค. 2558
ทั้งนี้ นอกจากเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสอบถามถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจและธุรกิจต่างๆ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังสะท้อนว่า รัฐบาลต้องการข้อมูลที่แท้จริง พร้อมทั้งยังเป็นห่วงเรื่องการดำเนินนโยบายเดินมาถูกทางหรือไม่ หรือจะต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรเพิ่มเติมหรือไม่
แม้ว่ารองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ออกมายืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องออกมาตรการอะไรมากระตุ้นอีกแล้ว หลังจากเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าการดีขึ้นเป็นเพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้นหรือไม่ เพราะการดิ่งลงไปในเหวลึกในปีที่ผ่านมา ตามธรรมชาติก็จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาเอง
ตอนนี้เกิดคำถามว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้วจริงหรือ มองไม่เห็นว่ามีปัจจัยอะไรไปสนับสนุน ถ้าหากมูลค่าการส่งออก-ราคาสินค้าเกษตรยังต่ำอยู่ การเก็บภาษีของ 3 กรมสำคัญ กรมสรรพากร สรรพสามิตและศุลกากร ต่ำกว่าเป้าหมายไปตั้งเยอะ
เราเห็นว่ารัฐยังมีความจำเป็นต้องออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ หรือออกมาช่วยเหลือธุรกิจบางกลุ่ม รวมถึงผู้มีรายได้น้อย เพราะสิ่งที่ทำมาไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือจากห้างร้านต่างๆ ให้ชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้า หรือการนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในราคาถูก
กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ทำหน้าที่สะสางปัญหาสินค้าราคาแพงอย่างจริงจัง คงทำงานเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว การเชิญผู้ผลิตสินค้ามาหารือ หรือขอความร่วมมือในการลดราคา คงจะช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เพราะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดซะทีเดียว อาหารจานเดียวแพงเหลือเกิน
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมก็ปล่อยให้ค่าขนส่งปรับขึ้นราคา อ้างเรื่องราคาก๊าซที่ปรับขึ้นเท่านั้น ส่วนรถตู้เอง ก็เอาเแต่ฉวยโอกาสโกงราคาซะแพงลิ่ว ปรับพรวดเดียว 5 บาท/เที่ยว
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นรอบด้านซ้ำเติมภาระหนี้ ทำให้ประชาชนหมดกำลังในการจับจ่ายใช้สอย
นอกจากนั้น หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ หรือตรวจสอบการใช้เงิน ยังไม่ได้สนองนโยบายในการเร่งล้างท่อหรือผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นโดยเร็ว มิเช่นนั้นเราคงไม่เห็นภาวะเศรษฐกิจยังคงเดินเตาะแตะเหมือนทุกวันนี้







