
ปฏิรูปตำรวจอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ถ้าไม่ปฏิรูปประเทศไทย
หากถามข้าราชการตำรวจว่า ควรต้องได้รับการจัดระบบหรือไม่ ส่วนใหญ่จะตอบว่า ควรจัดระบบใหม่ แต่เราจะก้าวไปทางไหนกันในโลกยุคไร้พรมแดนที่โจรก็ไร้พรมแดน
หากถามข้าราชการตำรวจว่า ควรต้องได้รับการจัดระบบหรือไม่ ส่วนใหญ่จะตอบว่า ควรจัดระบบใหม่ แต่เราจะก้าวไปทางไหนกันในโลกยุคไร้พรมแดนที่โจรก็ไร้พรมแดน
จุดร่วมจุดต่างในการจัดระบบตำรวจไทยเป็นสิ่งสำคัญ การจะพัฒนาไปในอนาคตต้องอย่าลืมมองไปข้างหลัง โดยคำนึงถึงพื้นฐานหรือประวัติความเป็นมาขององค์กรนั้นๆ สตีฟ จ็อบส์ เคยพูดในงานสัมมนาแห่งหนึ่งว่า “คนเราทุกคนที่ต้องการเดินไปข้างหน้าต้องมองจุดที่ผ่านมา เหมือนการต่อรูปจุดต่างๆ เป็นรูปคนหรือสัตว์ ถ้าเราจะต่อรูปไปข้างหน้าเราจะต้องมองรูปจากข้างหลัง มิฉะนั้นการต่อรูปจะไม่สมบูรณ์หรืออาจจะต่อไปไม่ได้เลย”
องค์กรตำรวจเริ่มมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางระบบการปกครองส่วนกลางแบบ “จตุสดมภ์” มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองสูงสุด และมีเสนาบดี 4 คน คือ ขุนเมือง ขุนวัง ขุนคลัง และขุนนา เป็นผู้ช่วยดำเนินการกิจการบ้านเมือง กระทั่งปัจจุบันระบบราชการไทยมีการปรับลด เพิ่ม หน่วยงานเป็น 20 กระทรวง ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มีทั้งสิ้น 300 กรม (จากเดิม 286 กรม)
การศึกษาวิวัฒนาการในการป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้ายจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พระอัยการลักษณะโจรตราขึ้น เมื่อ พ.ศ. 1930 สมัยพระเจ้าอู่ทองมีกฎหมายเรียกว่า กฎหมายโจร 3 เส้น 15 วา กำหนดความรับผิดชอบร่วมกันในชุมชน ซึ่งสรุปได้ว่าเมื่อมีการปล้นก็ดี ฆ่าคนตายก็ดี หรือลักทรัพย์ในอาณาบริเวณของหมู่บ้านใด ให้สมาชิกทุกคนของหมู่บ้านนั้นมีหน้าที่ช่วยกันสืบค้นหาผู้ร้ายให้จงได้ และถ้าการปล้นนั้นเกิดขึ้นในขณะที่เพื่อนบ้านอยู่ด้วยกัน เพื่อนบ้านมีหน้าที่ช่วยต่อสู้ป้องกันโจรด้วย
นอกจากนี้ ความรับผิดชอบในการชดใช้สินไหมทดแทนยังตกแก่ผู้ที่อาศัยอยู่รัศมีระยะทาง 3 เส้น 15 วา (ประมาณ 150 เมตร) โดยวัดรอบจากจุดที่เกิดเหตุ ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพิ่มหน้าที่เวรยามให้แก่ชาวบ้าน ความว่า “ให้นายบ้าน (เจ้าพนักงาน) ว่ากล่าวแก่ชาวบ้านทั้งปวง ทำจำหล่อแลกองเพลิง หน้าบ้าน หลังบ้าน แล้วให้ผลัดเปลี่ยนกันมานั่งยามตระเวนบรรจบ พิทักษ์รักษาป้องกัน ซึ่งภัยผู้ร้ายจะมาทำร้ายคนบ้านนั้น และให้มีกลองสัญญาณไว้ด้วยจงทุกบ้านถ้าแลอ้ายผู้ร้ายจะเข้าปล้นและกระทำร้ายสิ่งใดเป็นการเร็วในทันใดนั้นให้ตีกลองสัญญาณขึ้นแล้วให้ชาวบ้านทั้งปวงมาพร้อมกันจับกุมติดตามอ้ายผู้ร้ายนั้นจงได้” แสดงว่ายุคในอดีตประชาชนเป็นตำรวจ มีหน้าที่ช่วยกันดูแลและจับกุมคนร้าย
ในยุครัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ประชาชนยังมีบทบาทในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเช่นเดิม ตำรวจจะมีบทบาทต่อเมื่อได้รับพระบรมราชโองการให้ตำรวจหลวงช่วยงานเป็นครั้งคราว กรณีมีโจรผู้ร้ายชุกชุม หรือมีคดีอุกฉกรรจ์ สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงให้จัดตั้งกองตำรวจ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศโดยมีพระราชดำริจะจัดตั้งกองตำรวจเช่นเดียวกับสิงคโปร์ อินเดีย และได้ทรงแต่งตั้งให้กัปตันแซมมวล โจเซฟ เบิร์ด เอมส์ ชาวอังกฤษ มาเป็นผู้จัดตั้งกองตำรวจขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เรียกว่า “กองโปลิศคอนสเตเปิล” โดยจ้างชาวมลายูและชาวอินเดียเข้ามาเป็นพลตำรวจเรียกว่า “คอนสเตเปิล” มีหน้าที่รักษาการณ์ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ขึ้นอยู่กับกรมพระนครบาล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในความเป็นปึกแผ่นของกิจการตำรวจ
สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงจัดตั้งกระทรวงนครบาลมีการขยาย “กองโปลิศ” และตรากฎหมายโปลิศ 53 ข้อ อันเป็นกฎหมายจัดระเบียบและข้อบังคับแก่ตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมืองอย่างมีระบบ จุดเริ่มต้นที่ “ตำรวจ” เข้ามารักษากฎหมายทำให้บทบาทประชาชนในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเช่นในอดีตลดลงไป
ในต่างประเทศก็มีการปรับระบบตำรวจ เช่น ในญี่ปุ่นและสหรัฐ ระบบตำรวจของญี่ปุ่นเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อมีการปฏิรูปประเทศในสมัยเมจิ ปี ค.ศ. 1867 ในยุคนั้นตำรวจญี่ปุ่นมีลักษณะรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง และให้ตำรวจมีอำนาจมาก หลังสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 ภายใต้การกำกับของสหรัฐจึงเกิดการปฏิรูประบบตำรวจเป็นครั้งแรก โดยกระจายอำนาจไปยังหน่วยตำรวจประจำเมือง หรือที่เรียกว่า Municipal Police ซึ่งมี 1,600 แห่ง
แต่ต่อมาเกิดปัญหาการขาดประสิทธิภาพและความเข้มแข็งลดลง จึงเกิดการปฏิรูปอีกครั้งในปี ค.ศ. 1952 โดยปรับโครงสร้างระบบตำรวจให้มี 2 ระดับ คือ หน่วยงานในระดับชาติ ที่เรียกว่า National Police Agency มี 1 หน่วยงาน และในระดับจังหวัดที่เรียกว่า Prefecture Police มี 47 หน่วยงานเท่ากับจำนวนของจังหวัด
พล.ต.อ.สุรพล ธนโกเศศ ได้วิเคราะห์ความไม่สำเร็จในการกระจายอำนาจตำรวจไปท้องถิ่นไว้ในเอกสารเสนอวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สรุปได้ว่า การนำระบบการตำรวจท้องถิ่นแบบอังกฤษและสหรัฐมาใช้ในสังคมญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่เหมาะกับการบริหารแบบตะวันตก
ในไม่ช้าพบว่ากิจการตำรวจที่เคยเข้มแข็งและมีอำนาจกว้างขวางกลับด้อยประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ การประสานงานแต่ละท้องถิ่นด้อยลง เนื่องจากเป็นอิสระต่อกัน เกิดการก้าวก่ายหน้าที่กัน ทำให้เกิดความสับสน จึงเกิดกระแสการต่อต้านระบบตำรวจที่เป็นอยู่ขณะนั้น จนต้องมีการปรับระบบอีกครั้งใน 7 ปีต่อมา ซึ่งใช้มาจนปัจจุบัน
สำหรับสหรัฐที่เมืองชิคาโก มีเรื่องอื้อฉาวของตำรวจซึ่งมีส่วนร่วมในความโหดร้าย ก่อทุจริตและอาชญากรรม ค้ายาเสพติด ทำร้ายประชาชน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 มีตำรวจถูกให้ออก 295 นาย ถือได้ว่ามีการปฏิรูปทั้งระบบวิธีการทำงาน ล้างบางไล่ออกตำรวจ จัดระบบควบคุมตรวจสอบจากภาคประชาชน จึงทำให้ระบบตำรวจของเมืองชิคาโกได้รับการยอมรับในปัจจุบัน
ขณะที่ตำรวจไทยจะต้องได้รับการปรับอย่างขนานใหญ่แน่นอน เรื่องแรกตำรวจจราจรซึ่งแม้จะเพิ่มเงินรางวัลค่าปรับให้แล้วปัญหารับสินบนในถนนยังมี หากตัดโอนไปให้จังหวัดดำเนินการเองปัญหาจะลดลงหรือไม่?
งานใดที่ไม่ใช่งานตำรวจโดยตรงให้โอนไปเป็นของหน่วยงานนั้น เช่น ตำรวจป่าไม้ซึ่งขณะนี้ขยายงานเป็นกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ควรโอนไป เป็นต้น
หากจะเปรียบสังคมไทยเป็นรถยนต์ ระบบตำรวจเปรียบได้กับชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนต์ อาทิ ประตู ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันผู้ที่อยู่ในรถ แต่หากรถยนต์คันนี้ถูกมองว่าผุมาก ผุเพราะสนิมจากคอร์รัปชั่น โดยวัดจากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี 2557 ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 85 จาก 175 ประเทศ ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
สังคมไทยยังอาจกล่าวได้ว่าใกล้จะเป็นสังคมไร้วินัย ดูได้จากชีวิตการใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน มีการฝ่าฝืนกฎจราจร ขับรถย้อนศร จนมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งส่วนสำคัญเกิดจากตำรวจไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังด้วยส่วนหนึ่ง จากการที่สังคมไทยถูกวัดผลในหลายๆ เรื่องว่าสอบตก ไม่ว่าจะเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน จำเป็นจะต้องเร่งยกเครื่องสังคมทั้งระบบ มาตั้งต้นกระตุ้นวัฒนธรรมพื้นฐานทำให้เด็กและเยาวชน มีวินัย ข้ามทางม้าลาย รถยนต์ยอมหยุดให้คนข้ามบ้าง การใช้ของสาธารณะร่วมกันต้องมีวินัยการรอคิว
ดังนั้น การปรับระบบตำรวจ จำเป็นจะต้องยกเครื่องรถยนต์คันนี้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่เพียงแค่ซ่อมประตูไม่ให้คนในรถคันนี้หล่นไปเท่านั้น







