
ปฏิรูปเลือกตั้ง ต้องรู้ทันเหลี่ยม
ณ วินาทีนี้ ต้องยอมรับการปฏิรูปประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าไปทุกขณะ โดยทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
ณ วินาทีนี้ ต้องยอมรับการปฏิรูปประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าไปทุกขณะ โดยทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มเขียนรัฐธรรมนูญเป็นมาตราแรกในวันนี้ และอีกด้านหนึ่งจะเป็นในส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งได้นัดประชุมระดมสมองในวันนี้เช่นกันเพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูประบบเลือกตั้งก่อนส่งมอบให้กับคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สมาชิก สปช. และประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง แสดงความเห็นท้วงติงระบบเลือกตั้งแบบเยอรมนี ที่คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะนำมาใช้กับประเทศไทยว่าจะมีปัญหาตรงที่จะทำให้เกิดรัฐบาลผสม เหมือนสมัยรัฐบาลยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือพรรคเล็กขี่คอรัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตได้
สมบัติ อธิบายอีกว่า ระบบการเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองรู้ดีว่าหากพรรคไหนจะจัดตั้งรัฐบาลก็จำเป็นต้องขอเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้ 54% หรือ 245 คน นอกจากนี้เรื่องดังกล่าวยังเป็นจุดเสี่ยง หากรัฐบาลมีความเข้มแข็งมากเกินไป ไม่สามารถอภิปรายไว้วางใจได้ หรือพูดไปแพ้ทุกครั้ง ปัญหาเดิมๆ ก็จะกลับมา
สมบัติ ระบุว่า หากใช้ระบบดังกล่าวเท่ากับว่าพรรคเสียงข้างมากจะสามารถเคาะโต๊ะเพื่อเรียกเสียงในสภาผู้แทนราษฎรให้เพิ่มขึ้นได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล เพราะต้องไม่ลืมว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ล้วนอยากเป็นรัฐบาลทั้งนั้น ไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากเป็นฝ่ายค้านในสภา
“หากรวมได้ 330 เสียง มีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็ไม่มีใครสามารถถอดถอนได้ ดังนั้นแนวทางการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งและสามารถตรวจสอบได้จึงเป็นหัวใจสำคัญ” สมบัติ กล่าว
ขณะที่ เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. และประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีมุมมองว่า การปฏิรูปการเลือกตั้ง มีสองประเด็นสำคัญที่ควรแก้ไข คือ 1.อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะการให้ใบเหลืองและใบแดง ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าควรให้ศาลเป็นผู้พิจารณา และ 2.กระบวนการเลือกตั้ง กกต.จะทำอย่างไรให้ผู้สมัครใช้งบประมาณน้อยที่สุด ผ่านการกำหนดวิธีการหาเสียงว่าให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไร เช่น การกำหนดจุดติดป้ายหาเสียง การจัดสรรเวลาและทรัพยากรให้ผู้สมัครทุกคนและทุกพรรคสามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นต้น ทั้งหมดก็เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความเป็นธรรมในทุกมิติให้มากที่สุด
ด้าน วันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. และ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า ความสำคัญของการปฏิรูปการเลือกตั้ง คือ การจะสร้างระบบเลือกตั้งที่สุจริต เป็นธรรม ให้เกิดขึ้นได้อย่างไรในประเทศไทย ด้านหนึ่งการปฏิรูปเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอ สปช. หรือรอจนการปฏิรูปประเทศเสร็จ แต่ในทางกลับกันหน่วยงานภาครัฐสามารถดำเนินเชิงรุกได้ทันที เช่น การใช้สื่อโทรทัศน์ วิทยุ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สิทธิเลือกตั้งและให้เห็นถึงปัญหาว่าหากการเลือกตั้งไม่โปร่งใสแล้วจะส่งผลต่อประเทศอย่างไรบ้าง
“ที่สำคัญ กกต.ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาการซื้อเสียง ไม่ใช่รอให้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้วค่อยดำเนินการ และควรนำวิธิีการทำงานของ กกต.บางชุดในอดีต ซึ่งได้ผลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เช่นนั้นอำนาจ กกต.อาจถูกเอาคืนและเอาไปให้หน่วยงานอื่นไปทำงานแทน” อดีต สว.สรรหา กล่าว







