
ยกเครื่องสิทธิผู้บริโภค สู่ "แอ็กทีฟคอนซูเมอร์"
สาระสำคัญที่ต้องทำให้มองเห็นได้ คือ เรื่องเอาเปรียบผู้บริโภคต้องลดลง นี่เป็นพลังของฝั่งประชาชนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง
โดย...เจษฎา จี้สละ/ธนพล บางยี่ขัน
กลายเป็นของขวัญที่เรียกเสียงชื่นชมได้ไม่น้อยกับข้อเสนอเร่งด่วนจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรื่อง “การกำหนดอัตราค่าโทรศัพท์เป็นวินาที” ซึ่งมี “สารี อ๋องสมหวัง” ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดัน ที่เวลานี้อยู่ระหว่างการผลักดันให้เป็นรูปธรรมยั่งยืน
“จะต้องคุยว่าสิ่งที่เราคิดคืออะไร ไม่ใช่โปรโมชั่นใหม่ แต่เราอยากให้เปลี่ยนโครงสร้างการคิดค่าโทรศัพท์ ไม่ใช่แค่ 6 เดือนแล้วเลิก ตอนนี้ถ้าไปดูโปรโมชั่น 3 เจ้า ไม่ได้ต่างกัน ไม่ได้แข่งกัน บางทีอันนั้นอาจมีโทรเกินมาไม่กี่นาที เราจะผลักดันให้คิดเป็นวินาทีอย่างถาวร เราบังคับไม่ได้ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)”
สารี อธิบายขั้นตอนที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไปว่า เคยมีการขอให้ กสทช.ออก พ.ร.บ.ว่าด้วยการเอาเปรียบผู้บริโภค ซึ่งดำเนินการมา 2 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะอนุมัติในวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ระบุเรื่องคิดค่าโทรเป็นวินาที อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติสามารถเพิ่มเติมเนื้อหาส่วนนี้เข้าไปได้ แต่การร่างระเบียบนี้จะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและกระบวนการอื่นๆ อีกครั้ง
“กสทช.ควรจะวางว่าจะทำอะไร จริงๆ ตอนนี้โปรโมชั่นใหม่ที่ออกมาจะต้องเป็นวินาทีทั้งหมด คือไม่ใช่เฉพาะเอามาโปรโมชั่นเดียว แต่ให้ทุกโปรโมชั่นเป็นวินาทีเลย ก็ต้องทำเป็นแบบนั้นทั้งหมด ไม่ใช่แค่ดำน้ำ ให้บริษัทคิดออกมาแค่หนึ่งโปรโมชั่นก็จบ แล้วไง สมมติว่า เราใช้กันทุกวันนี้ 1 บาท 33 สตางค์ เกิดเขาคิดที่ 3 บาท เราไม่ย้ายหรอก มนุษย์ลุง มนุษย์ป้าจะต้องมาย้ายอีก คิดว่าไม่ใช่เรื่อง สิ่งที่เสนอคือ ให้เขาออกระเบียบให้ชัดเจน กสทช.ยังไม่เคยออกระเบียบเกี่ยวกับการคิดค่าโทรศัพท์ กสทช.เคยมี พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง ก็คือ การประกาศขั้นสูง เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ นั่นเฉพาะ 2จี คือไม่สามารถคิดเกิน 99 สตางค์/นาที แต่เราคิดว่าไม่อยากได้เป็นโปรโมชั่น ก็ต้องช่วยกันถาม ยิ่งช้ายิ่งทำไม่ได้”
แต่เรื่องค่าโทรศัพท์มือถือยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของแผนการยกเครื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่สารีมีส่วนร่วมผลักดันในฐานะ สปช. ทั้งเรื่องใหญ่อย่างผลักดันให้เกิด “องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” ซึ่งเป็นองค์กรอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภค ในการให้ความคิดเห็นต่อรัฐบาลหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบางอย่าง อันจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
อีกหนึ่งวาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงมิติการคุ้มครองผู้บริโภคไปตลอดกาล คือ “กองทุนเยียวยาความเสียหายผู้บริโภค” ซึ่งกลไกสำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเยียวยาด้านสุขภาพ ซึ่งสามารถเดินหน้าต่อได้ทันที เพราะมี พ.ร.บ.เยียวยาความเสียหายที่เกิดจากบริการสาธารณสุข ซึ่งเยียวยาทั้งแพทย์และคนไข้ สิ่งที่จะต้องทำเพิ่มเติมก็คือ การมีกฎหมายเฉพาะ เช่น แพทย์ถูกคนไข้ทำร้าย ติดเชื้อจากการผ่าตัด หรือคนไข้ตาบอดจากการผ่าตัด ซึ่งบางกรณีไม่ใช่ความผิดแพทย์ แต่เกิดจากเครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน ถามว่าแพทย์ผิดพลาดหรือไม่ ไม่ใช่ให้คนไข้ฟ้องดำเนินคดีแพทย์ ฉะนั้นควรมีกลไกเยียวยาประเด็นนี้ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตและสุขภาพ
2.การเยียวยาความเสียหายจากการใช้สินค้าหรือบริการ ผู้บริโภคเหล่านี้ไม่ควรจะต้องฟ้องคดีเอง แต่ควรมีกองทุนที่จะเยียวยาความเสียหายในทันที ซึ่งอาจจะอยู่กับ “กองทุนยุติธรรมชุมชน” แต่ขณะนี้กองทุนดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับคดีอาญา ฉะนั้นจะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมถึงความเสียหายอื่นๆ จากการใช้สินค้าและบริการที่ได้รับอันตราย แล้วให้หน่วยงานนี้ไปเรียกคืนกับผู้ประกอบการ
“การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภค เช่น เรานั่งรถเมล์ รถทัวร์ เวลาเกิดอุบัติเหตุ ไม่ได้ง่ายเลยที่จะได้เงินเยียวยา คนเหล่านี้ต้องฟ้องคดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความผิด เป็นบุคคลที่สาม แต่ยากเหลือเกินที่จะได้เงิน 2-3 แสนบาท จาก พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ อย่างไรก็ตามกองทุนจะเยียวยาในส่วนนี้ แต่ถ้าอยากได้เงินช่วยเหลือมากกว่านี้ เห็นว่าชีวิตคนที่เสียหายมีค่ามากกว่านี้ คุณก็ต้องไปฟ้องคดี”
“มันควรจะมีกลไกที่ดีกว่าการฟ้องคดี นี่เรื่องใหญ่มากของการเยียวยา พี่คิดว่าเมืองไทยไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงหรือร้องเรียนกับทุกหน่วยของรัฐ มีเลขสี่ตัวที่โทรหาง่ายหมด แต่หลังจากโทรศัพท์ไปแล้ว มันยากเหลือเกินที่จะได้รับการเยียวยา ขนาดร้องเรียนมันไม่มีปัญหา ไปร้องเรียนที่เซเว่นฯ ยังได้เลย มีกระดาษ เอกสาร คุณส่งได้ แต่หลังจากนั้นมันจะจัดการอย่างไร จะเยียวยาอย่างไร ยังเป็นปัญหาชุดใหญ่”
ทั้งนี้ กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคยังมีการผลักดันให้เกิด “กลไกอัตโนมัติในการยกเลิกสินค้าที่เป็นอันตรายกับผู้บริโภค” ซึ่งอาจจะขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการ หน่วยงาน หรือสถาบัน เพื่อยกเลิกสินค้าที่เป็นอันตรายออกจากตลาดทันที ยกตัวอย่างเช่น ยาลดบวม ชื่อ “เดนเซ่น” ที่ถูกพิสูจน์โดยบริษัทว่าไม่มีผลในการลดบวม แม้บริษัทจะมีคำสั่งนำยาดังกล่าวออกจากตลาด แต่ว่ายาตัวนี้ไม่ได้ผลิตเฉพาะในบริษัทที่อยู่ต่างประเทศอย่างเดียว ยังมียาที่ผลิตในประเทศไทยอีกด้วย ฉะนั้นเมื่อบริษัทนำยาที่ผลิตออกจากตลาดในประเทศไทย แต่ยาที่ผลิตในประเทศยังไม่ได้สมัครใจ ก็ยังคงจำหน่ายอยู่ นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ประเทศไทยยังคงอนุญาตให้จำหน่ายยาบางประเภท ขณะที่ต่างประเทศถอนทะเบียนแล้ว
“เรารู้สึกว่าจะเป็นประชาคมอาเซียน จะต้องทำเหมือนกับประเทศยุโรป คือหนึ่งประเทศยกเลิก อีกสิบประเทศก็ต้องยกเลิกด้วย เรียกว่า ‘One Ban, All Ban Policy’ เช่น ขวดนมเด็ก สารเคมีทางการเกษตร เรียกว่ามีหน่วยงานจัดการสินค้าที่เป็นอันตรายโดยทันที”
“บางทีอาจจะต้องตั้งเป็นสถาบัน จะมีวิชาการหน่อยๆ เช่น เรื่องแร่ใยหิน กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าเป็นอันตราย แต่กระทรวงอุตสาหกรรมบอกยังไม่มีใครตาย ยังต้องวิจัยอีกเยอะ แต่อีก 5-10 ประเทศในโลกนี้ เขาถอนทะเบียน ห้ามผลิต ห้ามใช้กันแล้ว มันควรจะต้องมีกลไกที่ลดความขัดแย้ง พอฐานะเท่ากันมันยาก มันต้องเข้า ครม. เคยมีมติแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมไปทำอีกแบบ สุดท้ายเป็นเรื่องผลประโยชน์ แต่เราคิดว่าเรื่องสุขภาพผู้บริโภค โดยเฉพาะเรื่องอันตรายควรเป็นพื้นฐานควรยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน”
อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือ “ความมั่นคงด้านอาหาร” เพราะความปลอดภัยด้านอาหารควรจะต้องเป็นเครื่องมือของความมั่นคงด้านอาหาร ไม่ใช่ใช้ความปลอดภัยด้านอาหารทำลายความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งควรมีการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เช่น การสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้มีความเป็นมืออาชีพ ผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ในการผลิตอาหารให้กับผู้บริโภค ไม่เพียงพูดกันว่าเกษตรกรไม่กินของที่ตัวเองปลูกไว้ขาย ตรงนี้เองจะต้องช่วยกันขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรเห็นความสำคัญในเรื่องนี้
อีกวาระหนึ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค คือ การผลักดันให้มี “การแข่งทางการค้าที่ไม่ผูกขาด” เพราะจะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง ฉะนั้นสิ่งที่ผูกขาดจะต้องมีการกำกับดูแลที่ดีขึ้น แต่ขณะนี้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ทำงานไม่ได้เลย ฝั่งผู้บริโภคฟ้องคดีเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้ามาหลายปี คำวินิจฉัยที่ระบุว่าเป็นการผูกขาดแทบจะไม่มี เช่นเดียวกับกรรมการแข่งขันทางการค้าที่ไม่มีความเป็นอิสระ
“อาจจะต้องแก้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีจุดอ่อนเยอะ หลายคนคงเคยเห็นที่ร่อนไปในอินเทอร์เน็ต ตอนซีพีจะขายข้าวผัด ตอนขายไข่ต้มคนก็รู้สึกมากแล้ว คือพื้นที่สำหรับคนเล็กคนน้อยที่จะทำมาหากิน มันไม่มี มันจำกัด เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร สำคัญมาก”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนท้ายสุด วาระสำคัญในการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ยังมีการเสนอให้ประเทศไทยรองรับการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น การเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นในการดำรงชีวิต รวมถึงสิทธิในมิติอื่นๆ ที่จะต้องร่วมมือกับ กมธ.ปฏิรูปคณะอื่นๆ ในการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การศึกษา เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบำนาญประชาชน เป็นต้น นอกจากนี้ยังจะต้องผลักดันให้ “สิทธิผู้บริโภค” ของประเทศไทย เท่าเทียมกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งมี 8 ประการ แต่ประเทศไทยมีเพียง 5 ประการแรกเท่านั้น ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องผลักดันต่อไป
“การปฏิรูปยุคนี้ต้องทำให้คนเห็นว่าจับต้องได้ ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงจริง ลดความเหลื่อมล้ำจริงๆ ไม่ใช่แค่ลูบๆ คลำๆ ต้องทำให้กิดความเปลี่ยนแปลง สาระสำคัญที่ต้องทำให้มองเห็นได้ คือ เรื่องเอาเปรียบผู้บริโภคต้องลดลง นี่เป็นพลังของฝั่งประชาชนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง”
ส่วนประเมินว่ารัฐบาล คสช.นี้ ที่มุ่งเน้นงานปฏิรูปจะทำให้งานสะดวกขึ้นหรือไม่นั้น สารี ตอบว่า “ขอวิเคราะห์อีกหน่อย แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหน เราก็ผลักดัน เราไม่อยากเห็นรัฐประหาร เราเห็นว่าเราต้องตรวจสอบทุกรัฐบาล เราต้องทำหน้าที่ของเราทุกรัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมาจะไป”
"ฉลาดซื้อ" พลังข้อมูล สู่พลังผู้บริโภค
จากผู้บุกเบิกงานคุ้มครองผู้บริโภคมายาวนานตั้งแต่ ปี 2532 กับองค์กรคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน (คปอส.) ซึ่งต่อมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคในปี 2538 จนก้าวสู่ตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และวันนี้ได้เปลี่ยนสถานะเป็น สปช. พ่วงตำแหน่งประธานอนุกรรมาธิการ เพราะไม่ได้ทำงานแค่ตัวคนเดียว แต่ทำงานร่วมกับ สปช.อีก 250 คน มติก็เป็นของ สปช.ทั้ง 250 คน เพราะฉะนั้นมันมีน้ำหนักมากขึ้น
“แน่นอนความตื่นตัวของผู้บริโภคจากปี 2532 เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จากสมัยก่อนที่คำว่าผู้บริโภคยังไม่เป็นที่รู้จักแม้คนจะบอกว่าผู้บริโภคไม่ค่อยใช้สิทธิแต่คุณไม่ได้อยู่ในแวดว งนี้คุณจะไม่รู้หรอก ผู้บริโภคใช้สิทธิมากขึ้น แต่เราก็ยังอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในแง่การคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีขึ้น และเรื่องสำคัญ คือเรื่องข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ถือเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญ”
คล้ายกับหนังสือ “ฉลาดซื้อ” ที่ถือเป็นหนังสือเอ็นจีโอที่เก่าแก่และอยู่ยงมาได้นานถึง 21 ปี โดยมีเป้าหมายให้ข้อมูลผู้บริโภคก่อนการตัดสินใ จใช้ของ ยกตัวอย่างที่ผ่านมามีเรื่ องข้าวมีสารเมทิลโบรไมด์ เปรียบเทียบนน้ำส้มยี่ห้อไหนมีน้ำตาลมากกว่ากัน ครีมลบริ้วรอยราคา 3,000-4,000 บาท แต่คุณภาพของยี่ห้อ 300-400 ดีกว่า หรือสำรวจสารกันบูดในขนมปังที่วางขาย
“เวลาคุณซื้อของ แล้วไม่มียากันบูด มันมีพลังมากนะ ที่จะบอกผู้ประกอบการว่าฉันอยากจะกินขนมปังที่ไม่มียากันบูดแต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้ดูได้ด้วยตาเปล่า มันต้องทดสอบ เพราะฉะนั้นคนมีข้อมูลจะมีพลัง และส่งพลังไปถึงคนผลิตว่า เฮ้ยขอขนมปังไม่มียากันบูดนะสินค้าในตลาดก็จะเป็นสินค้าที่ดีสำหรับผู้บริโภคมากขึ้น พี่คิดว่านี่คือพลังของผู้บริโภค จะเป็นทั้งการบอยคอตผู้ประกอบการห่วย เชียร์ ผู้ประกอบการดี และสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบ นั่นคือทำให้ผู้ประกอบการได้มีการแข่งขันกันมากขึ้น”
ปัจจุบันมีผู้เป็นสมาชิกนิตยสารฉลาดซื้อประมาณหมื่นกว่าคน โดย เสียค่าสมาชิกรายปี ปีละ 950 บาท ได้นิตยสาร12 เล่ม/ปี ซึ่งเงินเหล่านี้จะนำมาทำการทดสอบสินค้าต่างๆ เช่น ทดสอบผงซักฟอก ว่าจะเลือกยี่ห้อไหน มีค่าพีเอชเป็นกลาง บางเรื่องค่าทดสอบเป็นแสนบาท เราต้องซื้อผงซักฟอกทุกยี่ห้อ รุ่นไหน ส่งห้องแล็บเอง อย่างเรื่องตรวจสอบซีเรียล เราส่งไปตรวจที่สิงคโปร์ ดูว่ายี่ห้อนี้เกลือเยอะกว่ากัน อันไหนน้ำตาลน้อย คนสนใจสุขภาพก็จะสามารถเลือกซีเรียลให้ลูกเขากิน
“หนังสือแบบนี้ในต่างประเทศเขามีเยอะ อย่างอเมริกามีสมาชิก 7 ล้านคนตอนนี้เรามีฉบับเดียว ตอนนี้สมาชิกหมื่นคน ก็ตั้งเป้าอยากให้เป็นซักแสนคนอย่างของอเมริกาสามารถซื้อรถมาขับชนกันได้เลย เพื่อทดสอบว่ายี่ห้อไหนขับชนแล้วหน้าไม่ยุบ แต่เขาใช้หุ่นยนต์ทดสอบมีพื้นที่ทดสอบหลายร้อยไร่ สำหรับขับทดสอบ แต่เราเป็นเอ็นจีโอทำการตลาดไม่เป็น”สารี กล่าว
17 ปี แห่งการรอคอย "องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค"
นับเป็นกฎหมายที่ผ่านการผลักดันมายาวนานอีกฉบับหนึ่งสำหรับร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่ง สารี อ๋องสมหวัง วิเคราะห์ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคและเป็นกลไกสร้าง “แอ็กทีฟซิติเซน” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2541 จนถึงวันนี้ 2558 กินเวลากว่า 17 ปี สารีต้องเข้าพบพูดคุยทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีมาแล้ว 8 คน จนปัจจุบันสถานะเปลี่ยนจาก “เอ็นจีโอ” มาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่เธอยังยืนยันเป้าหมายเดินหน้าผลักดันกฎหมายฉบับนี้ต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ แม้จะยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จในปีนี้หรือไม่
สารีเล่าย้อนที่มาที่ไปของร่างกฎหมายฉบับนี้ ว่าเริ่มต้นหลังจากรัฐธรรมนูญ 2540 ว่าต้องมีองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา มีการรวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อเสนอกฎหมาย แม้จะยังไม่สำเร็จแต่ความพยายามยังมีต่อเนื่องมาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ขณะนั้น รัฐบาลคุณสุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเอาไปใว้ใต้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทำให้ต้องออกไปประท้วงไม่เห็นด้วย เหมือนให้ลูกน้องไปจับเจ้านาย จนสุดท้ายความเห็นลงตัวสรุปที่ให้เป็นองค์กรอิสระ
“รัฐธรรมนูญ 2550 ใช้หมื่นรายชื่อเสนอกฎหมาย เรารวมได้หมื่นสองพันรายชื่อไปยื่นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังจำวันได้ 18 ก.พ. 2552 ผ่านสภาไปวุฒิสภา แต่วุฒิประชุมครั้งเดียวรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา ต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะยืนยันกฎหมายนี้ต่อหรือไม่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามายืนยัน ก็ไปวุฒิสภาใหม่ วุฒิสภาแก้ 3-4 ประเด็น ด้วยความหวังดี ทั้งแก้เงินอุดหนุนต่อหัว จาก 3 บาท เป็น 5 บาท และประเด็นเพิ่มอำนาจฟ้องแต่ไม่ผ่านที่ประชุมใหญ่ ให้เปลี่ยนอายุกรรมการจาก 25 ปี เป็น 35 ปี และกรรมการสรรหา ให้มีอธิการบดีมาร่วมด้วย รวมทั้งเพิ่มบทลงโทษแต่พอกลับมาสภา สส. ตอนนั้นไม่เห็นชอบ จึงตั้งกรรมาธิการร่วม 22 คน พิจารณา เถียงกันอยู่นานพอสมควร จนสุดท้ายก็ผ่าน สุดท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภา”
สารี ชี้แจงว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบในหลักการและให้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้จัดทำร่าง ซึ่งในวันพุธที่ 14 ม.ค.นี้ จะได้คุยกัน โดยแนวทางมีอยู่ 2 แนวทาง คือ 1.ใช้ร่างเดิมที่ผ่านการพิจารณาของสภา วุฒิสภา และ กมธ.ร่วมแล้ว เพราะผ่านการทำการศึกษาถกเถียงกันมาจนชัดเจนแล้ว 2.เห็นว่า สปช.มีข้อเสนอเยอะก็จะแก้ไขเพิ่มเติมปรับปรุงใหม่ แต่อาจจะต้องส่งให้กฤษฎีกาดูรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งวัันพุธนี้ได้เห็นความชัดเจนจะเลือกทางไหน
บทบาทขององค์กรอิสระคุ้มครองผุู้บริโภคมีหลายส่วน ยกตัวอย่างเช่น เขาขึ้นราคาโทลเวย์ ส่วนหนึ่งควรฟังความเห็นของผู้บริโภคไหม เพื่อกำหนดกติการ่วมกับรัฐ หรือที่เขาจะลดราคาค่ารถโดยสาร เจ๊เกียว บริษัทเจ้าของรถ ควรมีตัวแทนผู้บริโภคเข้าร่วมไหม รวมถึงการขึ้นราคาแท็กซี่ ไม่ใช่แค่เอาตัวแทนแท็กซี่หารือ แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น ค่าแก๊ส น้ำมัน เถียงกันว่าลดจริงหรือไม่ จริงๆ ลดได้มากกว่านี้ โครงสร้างพลังงาน ทำไมปิโตรเคมีจ่ายภาษีเท่ากับอุตสาหกรรมอื่น องค์กรนี้จะเป็นตัวแทนในการให้ความคิดเห็น
อีกด้านหนึ่ง ยังต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุ้มครองผู้บริโภค เช่น กรณีข้อเสนอเรื่องคิดอัตราค่าโทรศัพท์เป็นวินาที สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะไม่ใช่แค่โปรโมชั่น เพราะบริษัทออกโปรโมชั่นได้ทุกเดือน แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างราคาจริง ฉะนั้นจะต้องมีองค์กรอิสระเข้าไปตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ในการสร้างเครือข่าย รวมถึงให้ข้อมูลกับประชาชน ประเทศไทยมีกฎหมายและมาตรการต่างๆ จำนวนมาก แต่ผู้บริโภคไม่รู้ เช่น ข้อมูลว่าจะผ่อนจักรยานยนต์อย่างไรไม่ให้ถูกยึด กล่าวคือองค์กรอิสระจะต้องทำให้ผู้บริโภครู้เท่าทัน มีทักษะในการใช้ชีวิต
“องค์กรนี้จะช่วยให้เกิดเครือข่ายที่จะให้คำแนะนำ เช่น ชาวบ้านในต่างจังหวัดไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ เขาถามได้เลยว่าจะมีคนมาทำแบบนี้กับเขาได้ไหม นี่คือภาพที่น่าจะเกิดขึ้น เราทำให้ผู้บริโภคเหมือนคนดูฟุตบอล คุณรู้ว่าอีกฝั่งหนึ่งโกง ออกล้ำเส้น”
“ถ้ากลไกนี้ดีจะส่งผลดีต่อธุรกิจด้วย เช่น เวลานำรถออกจากตลาด เพราะมีปัญหา เบรก เกียร์ แผ่นรองพื้น เวลาเรียกคืน 5 แสนคัน หรือเรียกคืนเป็นล้านคัน ทำไมประเทศไทยทำไม่ได้ ถ้ากติกาคุ้มครองผู้บริโภคของเราดี สิ่งเหล่านี้ก็จะทำได้ในประเทศไทย แล้วเวลาเราทำได้ก็จะมีน้ำหนักเวลาไปแข่งกับข้างนอก เพราะจะการันตีว่าบริษัทมีประสิทธิภาพ”
แม้จะมีเสียงทักท้วงว่าองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคอาจทำงานทับซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ แต่ สารี ยืนยันว่า ไม่ทับซ้อน ในเชิงอำนาจ แต่ถามว่ามีงานซ้อนไหมก็อาจจะมี อย่าง สคบ. มีหน้าที่หนึ่งคือทำการศึกษาให้ผู้บริโภค แต่ถามว่าพอไหม ปัญหาผู้บริโภคในปัจจุบันไม่พอ ดังนั้น การมีองค์กรมาช่วยทำงานจึงไม่ถือว่าซ้ำซ้อน แต่ช่วยกันทำงาน เพราะเรื่องทักษะการใช้ชีวิตแค่ให้ข้อมูลผู้บริโภคก็ยังมีคนไม่รู้อีกจำนวนมาก
“สมมติซอยบ้านคุณทำถนน คุณร้อง กทม.ว่าไม่ทำรางตัววีให้คนขี่จักรยานได้ อยากโทรไปบอก กทม.ว่าบริษัทรับเหมาไม่ทำรางตัววี สิ่งที่ควรเกิดขึ้นจากกลไก กทม. ต้องรองรับความเป็นแอ็กทีฟ ซิติเซนของคุณ ที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณร้องเรียน ร้องทุกข์ กลไกต้องบอกกับคนร้องเรียนว่าขอบคุณนะที่โทรมาบอกแล้วผมจะจัดการกับผู้รับเหมาเองรับรองไม่มีปัญหา เราอยากเห็นอย่างนั้น ไม่ใช่โทรไปแล้วใครรับเหมาเส้นนี้ให้โอนไปอีกยี่สิบสาย สุดท้ายไม่รู้ ไม่สำเร็จ”
สารี อธิบายเพิ่มเติมว่า องค์กรอิสระนี้จะเปลี่ยนมุมมองจากเมื่อก่อนที่มี “คุณพ่อรู้ดี คุณแม่ทำแทน” มาเป็นต้องดูแลตัวเอง แต่เราต้องมีข้อมูล มีทักษะความรู้มากขึ้น ที่สำคัญจะเป็นองค์กรที่จะต้องช่วยฟ้องคดีแทน ไม่ใช่ฟ้องคดีบุคคล ซึ่งคดีแบบนีี้หน่วยงานรัฐทำหน้าที่ไป สมมติ เรื่องคิดราคามือถือป็นวินาทีแล้ว ค่ายมือถือไม่ทำ ผู้บริโภคเสียเปรียบ แต่ถ้าถามว่าให้ไปฟ้องคดีความเสียหายเดือนละ 39.90 บาท คงต้องเป็นคนบ้าเท่านั้น
เราอยากเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ในร่างกฎหมายไม่ได้เขียนองค์กรนี้ฟ้องเอง แต่ให้ส่งเรื่องไปให้อัยการฟ้อง จริงๆ อยากให้เขียนว่าฟ้องเองได้หากเป็นประโยชน์สาธารณะ เพราะการฟ้องร้องไม่ใช่เรื่องการใช้อำนาจ คนที่ใช้อำนาจเป็นศาล เราส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา คนที่ใช้อำนาจรัฐในคดีคือผู้พิพากษา อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะกำหนดว่าองค์กร จะต้องส่งเรื่องให้อัยการ แต่ก็ได้ระบุว่าองค์กรนี้จะต้องมาสนับสนุนองค์กรผู้พิทักษ์สิทธิ อัยการอาจมาสนับสนุนให้องค์กรอันนี้ สามารถฟ้องคดีด้วยตนเองก็ได้
“กฎหมายนี้คนยังเข้าใจผิดเยอะเหมือนว่ากฎหมายนี้เป็นของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งไม่จริง กฎหมายนี้เป็นกฎหมายกลาง เหมือนกฎหมายสภาองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ เราเป็นเมมเบอร์อันหนึ่งเพียงแต่เราอาจจะแอ็กทีฟ เพราะเราทำมานาน มีข้อมูลมาสนับสนุน และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่มีอยู่ทุกองค์กรก็สามารถไปเป็นเมมเบอร์องค์กรนี้ กลายเป็นเครือข่ายที่เป็นประโยชน์กับทุกคน และเมื่อไม่ใช่หน่วยงานรัฐ องค์กรนี้ก็จะมีชีวิตชีวาขึ้น มีเงินสนับสนุนก็จะทำงานวิจัยได้เยอะ เวลาจะเสนอความคิดเห็น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปพูด ความเห็นจะได้มีน้ำหนัก
ที่สำคัญต้องใช้กระบวนการทางสังคมไปผลักดันข้อเสนอ หากเสนอไปแล้วองค์กรต่างๆ ไม่ทำก็ต้องตอบคำถามสื่อมวลชนเอง อีกทั้งองค์กรนี้ไม่ต้องใหญ่ มีคนแค่ 40-50 คน และไม่ใช่เทวดา แต่ต้องทำงานเครือข่าย และทำให้ทุกคนเป็นแอ็กทีฟคอนซูเมอร์ให้ได้”สารี กล่าวทิ้งท้าย







