
อันดามันสู่มรดกโลก วาระที่ยังขาดเสียงประชาชน
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา การผลักดันพื้นที่อนุรักษ์ในทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา การผลักดันพื้นที่อนุรักษ์ในทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในที่ประชุม นำโดย “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) จัดการทรัพยาการทางทะเลและชายฝั่ง ผู้ชี้แจงต่อที่ประชุม ถึงโอกาสและผลดีของการขึ้นทะเบียนมรดกโลก
“ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ 6 จังหวัด ฝั่งอันดามัน คือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ซึ่งเป็นพื้นที่ทางทะเลมากกว่า 1 หมื่นตารางกิโลเมตร จะเป็นมรดกโลกทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย อีกทั้งเป็นประโยชน์ในแง่การศึกษาวิจัยทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงประเทศยังจะได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ ตามมาอีกจำนวนมาก” ธรณ์ กล่าว
ธรณ์ ยังกล่าวอีกว่า การผลักดันพื้นที่อนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก ยังมีผลดีต่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติจะขยายตัวขึ้น แต่หากยังชะลอโครงการต่อไป จะเกิดผลเสียต่อทรัพยากรทางทะเล อาทิ แนวปะการัง ที่เสื่อมโทรมลงทั้งโดยธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ รวมทั้งเสียโอกาสที่จะยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอีกด้วย
ขั้นตอนหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีว่าจะแสดงเจตจำนงต่อยูเนสโกในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกหรือไม่ ซึ่งหากจะเสนอต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจากการพิจารณาขึ้นทะเบียนในรอบปี 2558 จะสิ้นสุดลงภายในเดือน เม.ย.นี้ เท่ากับว่าคณะรัฐมนตรีต้องเร่งสรุปในเดือน มี.ค.
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังมีเสียงที่คัดค้านที่หลากหลาย ไม่ว่าจะมาจาก “โกวิท ศรีไพโรจน์” “นำชัย กฤษณาสกุล” และ “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ” ที่เห็นพ้องกันว่า ควรจะต้องมีการหารือกับประชาชนในพื้นที่ก่อนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาข้อกำหนดของอุทยาน เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ก็สร้างปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่อยู่แล้ว จนไม่สามารถใช้ทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าวได้ อีกทั้งยังมีการเรียกค่าบำรุงอุทยานจากรัฐ รวมถึงปัญหาการทุจริตอื่นๆ
ทั้งนี้ การตัดสินใจที่จะให้อันดามันเป็นมรดกโลก จะต้องเลือกระหว่างการอนุรักษ์กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพราะสร้างความย้อนแย้งกันเอง กอปรกับรายงานข้อมูลของ กมธ. ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติฯ ยังไม่สมบูรณ์ อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังมีชนเผ่าดั้งเดิม เช่น ชนเผ่ามอแกน ชนเผ่าซาไก ฯลฯ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ ก็ปรากฏร่องรอยที่บ่งชี้ว่า วาระการผลักดันพื้นที่อนุรักษ์ทะเลอันดามัน ควรที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม “ไมตรี จงไกรจักร” ประธานเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการขึ้นทะเบียนทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำถึงกระบวนการดังกล่าว เพียงแต่เป็นข้อเสนอของนักวิชาการบางคน ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอีกมาก ลำพังการประกาศเขตของอุทยานและการท่องเที่ยวก็ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถใช้ทรัพยากรในธรรมชาติได้อยู่แล้ว
“ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะกระบวนการเร่งรัดเกินไป ควรจะต้องถามความคิดเห็นของประชาชนก่อน เช่น จะให้ประชาชนอยู่ร่วมกับธรรมชาติ หากิน หรือแบ่งเขตพื้นที่อย่างไร โดยรวมจากข้อเสนอดังกล่าว มีความกังวลอย่างมาก ควรจะจัดเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมก่อน เห็นเขาเร่งจะให้เสร็จทันเดือน มี.ค. เพราะจะต้องส่งเรื่องก่อนเดือน เม.ย. หากไม่สร้างการมีส่วนร่วมที่ดี กลัวว่าจะสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งอันใหม่ เพราะเป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้าน” ไมตรี กล่าว
ทั้งนี้ “บังสะมาแอ เอะมูคอ” ประธานสมาคมประมงพื้นบ้าน ทะเลอันดามัน เปิดเผยว่า ตนยังไม่ได้รับการประสานให้ร่วมหารือถึงประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด แต่มีความเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ควรมีการให้ข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่ก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นปัญหาในภายหลัง เพราะปัจจุบันชาวบ้านก็แทบจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขของอุทยานทางทะเลอยู่แล้ว ยิ่งการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวบ้านต้องลำบากยิ่งขึ้น
“ควรจะทำความเข้าใจกับชาวบ้านก่อนว่าจะได้ จะเสียอย่างไร บางที่ไปถามชาวบ้านเขาอาจจะเอาด้วยก็ได้ ตอนนี้ชาวบ้านก็เจอปัญหาเยอะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึกมันจะต้องมีเวทีที่พูดคุยกัน” บังสะมาแอ ระบุ
ไม่ว่ากระบวนการเร่งรัดให้พื้นที่อนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ประชาชนในพื้นที่ควรมีสิทธิและอำนาจในการร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่การชี้นำจากกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ผลประโยชน์หนึ่งที่ได้มาอาจจะสร้างภาระอีกมหาศาลในระยะยาวก็เป็นได้







