
เหนืออำนาจของเวลา
หนทางสู่การอยู่เหนืออำนาจของเวลา ที่ว่าละเหยื่อเสียให้หมดนี้ หมายถึงไม่มีอะไรซึ่งเป็นที่ตั้งของความอยาก มีจิตใจว่าง
หนทางสู่การอยู่เหนืออำนาจของเวลา
ที่ว่าละเหยื่อเสียให้หมดนี้ หมายถึงไม่มีอะไรซึ่งเป็นที่ตั้งของความอยาก มีจิตใจว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดว่าน่ารักน่าปรารถนา อย่างนี้เรียกว่าหวังต่อนิพพานไม่ได้หวังนรกสวรรค์ ไม่ได้หวังบุญหวังบาป หวังสุข หวังทุกข์ แต่หวังความสงบอย่างยิ่ง ความว่างอย่างยิ่งความไม่มีทุกข์เลย
ถ้าจะให้ง่ายๆ ก็ต้องพูดว่า คนมีบุญก็เป็นทุกข์ไปตามประสา หรือตามแบบของคนมีบุญ ส่วนคนมีบาปก็เป็นทุกข์ไปตามประสาของคนมีบาป ไม่ใช่ว่าเป็นคนมีบุญแล้วจะไม่มีความทุกข์ เพราะว่าถ้ายังหวังยังอยากในบุญหรืออะไรอยู่แล้ว ก็ต้องมีความทุกข์เพราะความอยากนั่นเอง เพราะว่าเวลามาเบียดเบียนให้ความอยากนั้นเผาผลาญบุคคลนั้นทั้งที่ได้ตามที่ตนอยาก หรือไม่ได้ตามที่ตนอยาก
แม้ว่าได้บุญมาแล้วก็ยังกลัวว่าจะหมดสิ้นไป แต่ในที่สุดก็เป็นสิ่งที่เสื่อมสิ้นหมดไปได้จริงๆ ต้องสร้างกันใหม่ต้องทำกันใหม่ ด้วยความอยากต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า คนมีบุญก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนมีบุญ คนมีบาปก็มีทุกข์ไปตามแบบของคนมีบาป ถ้าจะให้พ้นทุกข์สิ้นเชิง ต้องไม่หวังบุญหรือบาป แต่หวังความสงบระงับโดยประการทั้งปวง หรือความว่างโดยประการทั้งปวง จึงเรียกกันทั่วๆ ไปว่านิพพาน โดยการดับความอยากทั้งหลายเสียอย่าให้มีส่วนเหลือ
ไม่ว่าจะเป็นความอยากชนิดไหน จะต้องขจัดเสียจากจิตใจให้หมดสิ้น เหลืออยู่แต่สติปัญญา หรือว่าอะไร ควรทำอย่างไรก็ทำไปตามนั้น ไม่ต้องทำด้วยความอยาก แต่ว่าทำด้วยสติปัญญา อย่างนี้เรียกว่าหวังแต่สันติคือพระนิพพาน โดยละเหยื่อในโลกทั้งหลายเสีย
เมื่อเป็นผู้ไม่อยากอะไรแล้ว เวลาก็ทำอะไรไม่ได้คือเวลาจะเบียดเบียนบุคคลผู้นั้นก็ไม่ได้อีกต่อไป ท่านจึงกล่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้กินซึ่งเวลา ตรงกันข้ามจากคนธรรมดาที่ว่าเวลาย่อมกินสรรพสัตว์ คือ คนธรรมดาสามัญนั่นเอง
คนอาจจะสงสัยว่า พระอริยเจ้าหรือพระอรหันต์ในที่สุดท่านไม่ตายหรืออย่างไร ข้อนี้ต้องดูให้ดีว่าโดยร่างกายก็แตกทำลายไปตามกาลเวลา แต่ว่าโดยจิตใจหาเป็นเช่นนั้นไม่ คือเวลาไม่ได้ทำให้ท่านเดือดร้อนเป็นทุกข์ได้ ถึงแม้ว่าร่างกายจะต้องแตกต้องทำลายไป ก็ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อน หรือแม้ว่าสิ่งเป็นที่รัก ที่พอใจทั้งหลาย จะเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของเวลาก็ไม่ได้ทำให้เดือดร้อน แปลว่าเวลาทำอะไรไม่ได้ เพราะท่านตั้งอยู่ด้วยความสงบระงับ สามารถจะต่อต้านเวลาให้หันหลังกลับด้วยซ้ำไป คือทำอะไรท่านไม่ได้นั่นเอง
ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่าผู้หลุดพ้นถึงปานนั้น ย่อมเป็นผู้ซึ่งกินเวลา ดังนี้
ข้อคิดเกี่ยวกับเวลา
สำหรับเราทั้งหลายก็มีข้อที่จะต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่มากเหมือนกัน คือว่าถ้าเป็นคนประมาทแล้วย่อมมีความทุกข์เกี่ยวกับเวลานี้มากเกินไปหลายอย่างหลายทาง คือว่าในทางต้นที่สุด ทางแรกที่สุด ที่ให้รีบกระทำความดี หรือทำบุญไว้ก่อนก็ยังเป็นผู้ประมาท ยิ่งเป็นผู้ไม่หลงทำบาป ยิ่งได้รับความทุกข์มากกว่าที่ควรจะได้รับ ที่นี้ถ้าสูงขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญบุญอยู่เนืองนิตย์ แต่ถ้าเป็นผู้ประมาทไม่รู้ตามที่เป็นจริง ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งเหล่านี้โดยความเป็นตัวตนของตนแล้ว ก็จะเป็นผู้มีความทุกข์อย่างลึกซึ้ง มองเห็นได้ยากไปอีกแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะคือคนที่ยึดมั่นในเรื่องของสวรรค์ แม้ว่าจะได้เกลียดกลัวเรื่องของนรก นี้ก็เรียกว่าเป็นความประมาท
ถ้าเป็นผู้ไม่ประมาทก็คือหมายความว่าไม่ยึดมั่นในสิ่งใดเลย
ผู้ไม่ประมาทย่อมรู้ตามที่เป็นจริงว่า ถ้าลงได้เป็นบ่าวเป็นทาสของความอยากแล้ว นรกหรือสวรรค์ก็ย่อมจะเป็นทุกข์เท่ากัน เป็นความทุกข์เท่ากัน แม้ว่าจะมีรูปร่างต่างกัน
คนทั่วไปเห็นว่านรกกับสวรรค์นั้นต่างกันอย่างตรงกันข้าม แต่พระอริยเจ้าเห็นว่าเหมือนกันและยังเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ไปตามแบบของตนอยู่ในนรก หรืออยู่ในสภาพของนรก ก็เป็นทุกข์ตามแบบของสัตว์นรกอยู่ในสวรรค์ หรือในสภาพที่เป็นสวรรค์ ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของเทวดาที่อยู่ในสวรรค์
ความทุกข์นั้นเมื่อกล่าวโดยปริมาณแล้วอาจจะเท่ากัน เพราะเหตุใด? เพราะเหตุว่ามันมีความอยากในปริมาณที่เท่าๆ กัน แม้ว่าจะมีรูปร่างต่างกัน แม้ว่าอันหนึ่งจะสวยสดงดงาม อันหนึ่งจะเร่าร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ถ้าเป็นความอยากแล้วย่อมเผาผลาญจิตใจเหมือนกันหมด
ดังนั้น เมื่อเกิดความอยากขึ้นในใจแล้ว ก็ขอให้เข้าใจเถอะว่านั่นเป็นนรก ไม่ควรจะเรียกว่าสวรรค์เลย หากแต่ว่าชนิดนี้มันซ่อนเร้นปิดบังเห็นได้ยาก
ถ้ามีใครมากล่าวแม้แต่สวรรค์ก็เป็นนรกชนิดหนึ่งอย่างนี้คงจะไม่มีใครเห็นด้วย เพราะว่ามีแต่คนกล่าวว่านรกอย่างหนึ่ง สวรรค์อย่างหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น มีแต่พระอริยเจ้าที่เห็นตามที่เป็นจริงเท่านั้น ที่จะเห็นว่านรกหรือสวรรค์ก็ตาม เมื่อยึดถือแล้วย่อมเป็นทุกข์โดยเสมอกันสวรรค์เสียอีกเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ความยึดถือยิ่งกว่านรก
เพราะฉะนั้นสวรรค์จึงมีส่วนที่ทำให้เกิดความทุกข์ได้มากกว่านรก แต่ว่าซ่อนเร้น มองไม่เห็น เป็นผู้สมัครเป็นทุกข์โดยชื่นตาเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นนี้เรียกว่าเป็นความประมาทในชั้นสูง ซึ่งยากที่จะเข้าใจ ถ้าจะตักเตือนกันในขั้นต้นๆ ก็บอกว่ารีบเว้นบาปเสียและรีบทำบุญเพื่อจะได้ไปสวรรค์ แต่ถ้าจะตักเตือนกันในขั้นสุดท้ายแล้ว ก็ย่อมจะตักเตือนว่า...อย่าได้หลงใหลในสิ่งใดเลย จงปล่อยความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง ไม่มีส่วนเหลือเมื่อนั้นก็จะอยู่เหนือนรกและเหนือสวรรค์โดยประการทั้งปวงคือไม่มีความอยาก
เมื่อไม่มีความอยากแล้วก็เป็นความสงบ หรือเป็นนิพพาน ไม่เกี่ยวข้องกับเหยื่อชนิดใดๆ ในโลกนี้อีกต่อไป นี้เรียกว่าเป็นความไม่ประมาทในขั้นสูง เป็นการตักเตือนกันในขั้นสูง
เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะการชี้ให้เห็นชั้นหนึ่งก่อนว่า สายหรือแนวของการดับทุกข์นั้นมีอยู่อย่างไร จะไปสุดทางกันแค่ไหน เรารู้ให้หมดจดสิ้นเชิงเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาพิจารณาดูว่าเราจะเลือกเอาอย่างไร หรือเพียงไหนกันอีกทีหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ ก็มีการสอนให้พอใจในสวรรค์ ให้รีบทำบุญ อันจะนำความสุขมาให้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่สมมติกันว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่นี้ ก็จะตักเตือนซึ่งกันและกันให้ทำบุญให้มากให้ยิ่งขึ้นไปกว่าปีเก่า มันก็เป็นการถูกต้องแล้ว และถูกต้องสำหรับบุคคลประเภทนั้นแต่ถ้าจะให้มากไปกว่านั้น ให้สูงไปกว่านั้น ให้ประเสริฐไปกว่านั้น อันเป็นชั้นที่พระอริยเจ้าท่านพอใจแล้ว เขาก็จะไม่พูดถึงเรื่องบุญเรื่องบาปเลย แต่จะพูดว่าปีใหม่นี้ จงกินเหยื่อในโลกนี้ให้น้อยกว่าปีเก่าก็แล้วกัน คือว่าให้ละเหยื่อในโลกนี้ได้มากกว่าปีเก่าก็แล้วกัน สิ่งใดเป็นเหยื่อ สิ่งนั้นก็ต้องละให้มากขึ้น โดยมุ่งหวังต่อความสงบ สภาพของความสงบ คือความไม่ต้องกระวนกระวายไปตามเหยื่อ เป็นคนที่มีความสงบระงับอยู่ได้นั่นเอง
การที่กล่าวดังนี้ อยากจะให้คิดดูด้วยกันทุกคนว่ามันยากเกินไปหรือไม่ ถ้าจะพูดว่าปีใหม่นี้ พยายามละเหยื่อในโลกนี้ให้มากขึ้นกว่าปีเก่า จะฟังออกหรือไม่ หรือว่าจะต้องบอกว่า ให้ทำบุญให้มากกว่าปีเก่าไปตามเดิม ตามที่เคยพูดๆ บอกๆ กันมา
(อ่านต่อฉบับหน้า)







