posttoday
ตำนานสมเด็จพระพุฒาจารย์ ตอน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

ตำนานสมเด็จพระพุฒาจารย์ ตอน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

11 มกราคม 2558

เมื่อสัปดาห์ก่อนลงเรื่องตำนานสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในหน้า B04 คอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ

เมื่อสัปดาห์ก่อนลงเรื่องตำนานสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในหน้า B04 คอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ วันนี้ขออนุญาตย้ายมาลงที่คอลัมน์สยามอัศจรรย์ เพื่อความเหมาะสม โดยสัปดาห์นี้เริ่มด้วย สมเด็จพระพุฒาจารย์รูปที่ 5 คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จบด้วยสมเด็จพระพุฒาจารย์รูปที่ 6 แห่งวัดศาลาปูน จ.พระนครศรีอยุธยา

ส่วนภาพถ่ายสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่ประกอบในเรื่องนี้นั้นเป็นภาพถ่ายหุ่นขึ้ผึ้ง ที่ประดิษฐานที่ท้องสนามหลวง ร่วมกับพระเกจิระดับชาติอีก 8 รูป เพื่อให้ประชาชนมากราบไหว้ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2558

สมเด็จที่ไม่มีวันตาย

ในบรรดาพระเถระที่ดำรงสมณศักดิ์สูงชั้นสุพรรณบัฏ ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ นั้น ไม่มีพระเถระรูปใดที่มีชื่อไม่ตายตามตัวเอง แม้จะล่วงเลยมานานนับศตวรรษ พระเถระรูปนั้น ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ที่วัดระฆังโฆสิตาราม จัดงานรำลึกวันสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) 142 ปี เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2557 ยังถูกพูดถึงด้วยความเคารพเสมอ ทั้งในหมู่ชาวพุทธที่นับถือว่าทรงคุณยอดเยี่ยมในพุทธคุณ และที่นับถือว่าเป็นตัวอย่างในการจุดไต้เวลากลางวันเพื่อให้แสงสว่างทางการเมือง เมื่อมีข่าวลือเรื่องยึดอำนาจ รัฐประหารในสมัยต้นรัชกาลที่ 5

เรื่องพุทธคุณนั้น ทุกวันนี้ผู้ที่อยู่ในวงการพระเครื่องต่างแสวงหาพระสมเด็จวัดระฆัง ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้าง สมัยหนึ่ง (ในอดีตเมื่อรถเบนซ์ราคาแพง แสดงถึงฐานะผู้ครอบครองว่ามีระดับ) ถึงกับพูดว่าพระสมเด็จ 1 องค์ แลกรถเบนซ์ได้ 1 คัน ทั้งนี้พระสมเด็จเป็นพระเครื่องหนึ่งในเบญจภาคี ที่มีอยู่ 5 ตระกูล คือ สมเด็จวัดระฆัง พระรอดลำพูน พระสมเด็จนางพญา (พิษณุโลก) พระผงสุพรรณ และพระซุ้มกอ หรือกำแพงเม็ดขนุน

เมื่อดูอายุพระเบญจภาคีล้วนแต่เป็นพระที่สร้างมานาน มีอายุนับพันปี เว้นแต่พระสมเด็จวัดระฆังเท่านั้น ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ตำนานสมเด็จพระพุฒาจารย์ ตอน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

 

ที่ว่าเป็นตัวอย่างในการจุดไต้เวลากลางวัน

เรื่องมีว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์นั้นยังทรงพระเยาว์ จึงมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมามีข่าวลือเรื่องการชิงอำนาจการปกครองจากพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ กิเลน ประลองเชิง เขียนว่า วันหนึ่ง เวลากลางวันแสกๆ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็จุดไต้ถือตาลปัตรไปที่จวนสมเด็จเจ้าพระยาฯ เดินวนอยู่รอบบ้าน สมเด็จเจ้าพระยาฯ รู้ ก็เดินออกมา ถาม “ท่านเจ้าคุณจุดไต้ทำไม”  “อาตมภาพได้ยินว่า ทุกวันนี้แผ่นดินมืดมัวนัก” สมเด็จโตตอบ “ได้ยินข่าวว่าจะมีคนคิดร้ายจะเอาแผ่นดิน ไม่ทราบว่าเท็จจริงจะเป็นเช่นไร” “ถ้าแม้เป็นความจริงแล้วไซร้ อาตมภาพก็ใคร่จะขอบิณฑบาตเขาไว้เสียสักครั้ง”  “โยมว่า ไม่สู้มืดดอก เจ้าคุณ” สมเด็จเจ้าพระยาฯ ตอบ “โยมมีใจแน่นแฟ้นในพุทธศาสนาแน่นอนมั่นคง โยมทะนุบำรุงแผ่นดิน ตั้งใจประคับประคองสนองพระเดชพระคุณโดยตรงสุจริตอยู่เป็นนิตย์” ขอเจ้าคุณอย่าปริวิตกให้ยิ่งกว่าเหตุ และท่านก็ถือสัจจะนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์โตดับขันธ์เมื่อปี 2415 สมเด็จเจ้าพระยาฯ ทิวงคต ปี 2425

สมเด็จพระพุฒาจารย์รูปที่ 5

พระมหาปกรณ์ กิตฺติธโร ป.ธ.9 เล่าประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ไว้ย่อๆ ในหนังสือสมเด็จพระพุฒาจารย์องค์ 23 (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9 วัดไตรมิตรวิทยาราม ว่า

รูปที่ 5 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี ป.ธ.4) วัดระฆังโฆสิตาราม

ตามเดิมว่า โต นามฉายา พฺรหฺมรํสี เปรียญ 4 วัดระฆังโฆสิตาราม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีจอ ตรงกับวันที่ 17 เม.ย. 2331 ในรัชกาลที่ 1 ณ ต.บ้านไก่จ้น อ.ท่าเรือ จ.พระนคร ศรีอยุธยา

ตามตำนานตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า บรรพชาเป็นสามเณรในรัชกาลที่ 1 พระบวรวิริยเถร (อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชแล้วได้ไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม ศึกษาพระปริยัติธรรม ในสำนักพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงเมตตาโดยทรงรับเป็นนาคหลวง อุปสมบทที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี 2350 โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์

ในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิตติ ต่อมาปี 2397 โปรดให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพกระวี ภายหลังสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศ มรณภาพลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะ ที่ราชทินนาม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มรณภาพ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2415 สิริอายุ 84 ปี

คำพยากรณ์ 10 ยุค

เรื่องที่ผู้คนพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งคือคำทำนาย 10 ยุคของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เรื่องนี้ ทัศนา ทัศนมิตร รวบรวมเรื่องคำพยากรณ์ 10 ยุคของสมเด็จพระพุฒาจารย์ เทียบกับพุทธทำนายมา
ตีพิมพ์ และพูดถึงความรู้สึกว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ โดยคุณทัศนา เล่าที่มาของคำพยากรณ์ 10 ยุคว่า ท่านได้มาเมื่อปี 2510 เป็นหนังสือเล่มบางๆ ที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งใน จ.หนองคาย เมื่ออ่านก็เป็นเรื่องอยู่ในใจตลอด

เมื่อศึกษาประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงมีความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติม พร้อมกับอัศจรรย์ใจที่ท่านสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้นับร้อยปี

คุณทัศนาได้นำคำพยากรณ์ 10 ยุค มาเทียบกับพุทธทำนายในแต่ละช่วง แต่ละยุค ทัศนาถึงกับเขียนไว้ว่าไม่น่าเชื่อว่าคำพยากรณ์ของสมเด็จ (โต) วัดระฆัง จะตรงกับพุทธทำนาย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นสมเด็จชื่อดังในกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านพยากรณ์เรื่องต่างๆ ตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ส่วนคำพยากรณ์ในยุคที่ 1-2 นั้นเป็นของสมเด็จพระสังฆราช (สี) สมเด็จพระสังฆราชองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คำทำนายสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงมีแต่ยุคที่ 3 หรือรัชกาลที่ 3 ถึงยุคที่ 10 ที่เรียกว่ายุคชาวศิวิไลซ์

ทัศนา ทัศนมิตร ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านมีบทบาทสำคัญในราชสำนัก เป็นเสมือนกรมอุตุนิยมวิทยาในยุคโน้น ท่านคอยพยากรณ์เรื่องราวที่จะเกิดขึ้น และพยากรณ์ได้แม่นยำราวกับมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้า

คำพยากรณ์ 10 ยุค ประกอบด้วย 1 ยุคมหากาฬ เป็นยุคสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงรัชกาลที่ 1 ยุค 2 พาลยักษ์ เป็นสมัยรัชกาลที่ 2 ยุคที่ 3 สนิทธรรม เป็นเหตุการณ์สมัยรัชกาลที่ 3 ยุคที่ 4 จำแขนขาด เป็นช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 ยุคที่ 5 ราษฎร์โจร เป็นสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคที่ 6 รักมิตร เป็นช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 ยุคที่ 7 ชนร้องทุกข์ เป็นช่วงสมัยรัชกาลที่ 7 ยุคที่ 8 เป็นยุคทมิฬ เป็นช่วงสมัยรัชกาลที่ 8 ยุคที่ 9 ถิ่นกาขาว เป็นช่วงสมัยรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) และยุคที่ 10 ชาวศิวิไลซ์ มีคำทำนายสั้นในยุคนี้ว่าผู้คนจะอยู่เย็นเป็นสุข เชื่อกันว่าเป็นยุคพระศรีอริยเมตไตรย ที่คนโบราณเชื่อกันมานานแล้ว

ทัศนา ให้ข้อสังเกตว่าคำพยากรณ์ 10 ยุคนี้ไม่เป็นที่เปิดเผยเมื่อสมเด็จ (โต) ยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อท่านมรณภาพแล้ว คณะศิษย์พบเห็นจึงเอามาเปิดเผยจนเป็นที่ฮือฮากันทั่วไป ส่วนรายละเอียดแต่ละยุคนั้น หาอ่านจากหนังสือถอดรหัสคำทำนาย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) โดยทัศนา ทัศนมิตร พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2552 หนา 240 หน้า โดยสำนักพิมพ์ยามบันทึก

นอกจากเรื่องอัศจรรย์ดังกล่าว ยังมีบทสวดมนต์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่พุทธบริษัทพากันสาธยายเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว คือ คาถาชินบัญชร ครับ

รูปที่ 6 สมเด็จพระพุฒาจารย์

นามเดิมว่า พุก เป็นชาวเมืองนครไชยศรี เกิดในรัชกาลที่ 1 เมื่อวันจันทร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 3 ปีขาล พ.ศ. 2337 อุปสมบทในรัชกาลที่ 2 อยู่วัดมหาธาตุเข้าแปลหนังสือได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค ในปลายรัชกาลที่ 2 พอต้นรัชกาลที่ 3 ได้รับตำแหน่งพระครูฐานานุกรม ที่พระครูธรรมรุจิ ในสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น พระครูสดำ ปลัดขวาในสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้น เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) สิ้นพระชนม์ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระญาณไตรโลก ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ จนถึงรัชกาลที่ 4 ทรงเลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระธรรมราชานุวัตร โปรดอาราธนาให้ขึ้นไปครองวัดศาลาปูน จ.พระนครศรีอยุธยา

ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในปี 2422 และมรณภาพในรัชกาลนั้น เมื่อปี 2427 สิริอายุ 91 ปี

(ยังมีต่อ)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท