
17 ปี แห่งการรอคอย ‘องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค’​
นับเป็นกฎหมายที่ผ่านการผลักดันมายาวนานอีกฉบับหนึ่งสำหรับร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค
นับเป็นกฎหมายที่ผ่านการผลักดันมายาวนานอีกฉบับหนึ่งสำหรับร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่ง สารี อ๋องสมหวัง วิเคราะห์ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคและเป็นกลไกสร้าง “แอ็กทีฟซิติเซน” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2541 จนถึงวันนี้ 2558 กินเวลากว่า 17 ปี สารีต้องเข้าพบพูดคุยทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีมาแล้ว 8 คน จนปัจจุบันสถานะเปลี่ยนจาก “เอ็นจีโอ” มาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่เธอยังยืนยันเป้าหมายเดินหน้าผลักดันกฎหมายฉบับนี้ต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ แม้จะยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จในปีนี้หรือไม่
สารีเล่าย้อนที่มาที่ไปของร่างกฎหมายฉบับนี้ ว่าเริ่มต้นหลังจากรัฐธรรมนูญ 2540 ว่าต้องมีองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมา มีการรวบรวมรายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อเสนอกฎหมาย แม้จะยังไม่สำเร็จแต่ความพยายามยังมีต่อเนื่องมาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ขณะนั้น รัฐบาลคุณสุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเอาไปใว้ใต้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทำให้ต้องออกไปประท้วงไม่เห็นด้วย เหมือนให้ลูกน้องไปจับเจ้านาย จนสุดท้ายความเห็นลงตัวสรุปที่ให้เป็นองค์กรอิสระ
“รัฐธรรมนูญ 2550 ใช้หมื่นรายชื่อเสนอกฎหมาย เรารวมได้หมื่นสองพันรายชื่อไปยื่นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังจำวันได้ 18 ก.พ. 2552 ผ่านสภาไปวุฒิสภา แต่วุฒิประชุมครั้งเดียวรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา ต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะยืนยันกฎหมายนี้ต่อหรือไม่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามายืนยัน ก็ไปวุฒิสภาใหม่ วุฒิสภาแก้ 3-4 ประเด็น ด้วยความหวังดี ทั้งแก้เงินอุดหนุนต่อหัว จาก 3 บาท เป็น 5 บาท และประเด็นเพิ่มอำนาจฟ้องแต่ไม่ผ่านที่ประชุมใหญ่ ให้เปลี่ยนอายุกรรมการจาก 25 ปี เป็น 35 ปี และกรรมการสรรหา ให้มีอธิการบดีมาร่วมด้วย รวมทั้งเพิ่มบทลงโทษแต่พอกลับมาสภา สส. ตอนนั้นไม่เห็นชอบ จึงตั้งกรรมาธิการร่วม 22 คน พิจารณา เถียงกันอยู่นานพอสมควร จนสุดท้ายก็ผ่าน สุดท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยุบสภา”
สารี ชี้แจงว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบในหลักการและให้ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้จัดทำร่าง ซึ่งในวันพุธที่ 14 ม.ค.นี้ จะได้คุยกัน โดยแนวทางมีอยู่ 2 แนวทาง คือ 1.ใช้ร่างเดิมที่ผ่านการพิจารณาของสภา วุฒิสภา และ กมธ.ร่วมแล้ว เพราะผ่านการทำการศึกษาถกเถียงกันมาจนชัดเจนแล้ว 2.เห็นว่า สปช.มีข้อเสนอเยอะก็จะแก้ไขเพิ่มเติมปรับปรุงใหม่ แต่อาจจะต้องส่งให้กฤษฎีกาดูรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งวัันพุธนี้ได้เห็นความชัดเจนจะเลือกทางไหน
บทบาทขององค์กรอิสระคุ้มครองผุู้บริโภคมีหลายส่วน ยกตัวอย่างเช่น เขาขึ้นราคาโทลเวย์ ส่วนหนึ่งควรฟังความเห็นของผู้บริโภคไหม เพื่อกำหนดกติการ่วมกับรัฐ หรือที่เขาจะลดราคาค่ารถโดยสาร เจ๊เกียว บริษัทเจ้าของรถ ควรมีตัวแทนผู้บริโภคเข้าร่วมไหม รวมถึงการขึ้นราคาแท็กซี่ ไม่ใช่แค่เอาตัวแทนแท็กซี่หารือ แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น ค่าแก๊ส น้ำมัน เถียงกันว่าลดจริงหรือไม่ จริงๆ ลดได้มากกว่านี้ โครงสร้างพลังงาน ทำไมปิโตรเคมีจ่ายภาษีเท่ากับอุตสาหกรรมอื่น องค์กรนี้จะเป็นตัวแทนในการให้ความคิดเห็น
อีกด้านหนึ่ง ยังต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุ้มครองผู้บริโภค เช่น กรณีข้อเสนอเรื่องคิดอัตราค่าโทรศัพท์เป็นวินาที สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะไม่ใช่แค่โปรโมชั่น เพราะบริษัทออกโปรโมชั่นได้ทุกเดือน แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างราคาจริง ฉะนั้นจะต้องมีองค์กรอิสระเข้าไปตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ในการสร้างเครือข่าย รวมถึงให้ข้อมูลกับประชาชน ประเทศไทยมีกฎหมายและมาตรการต่างๆ จำนวนมาก แต่ผู้บริโภคไม่รู้ เช่น ข้อมูลว่าจะผ่อนจักรยานยนต์อย่างไรไม่ให้ถูกยึด กล่าวคือองค์กรอิสระจะต้องทำให้ผู้บริโภครู้เท่าทัน มีทักษะในการใช้ชีวิต
“องค์กรนี้จะช่วยให้เกิดเครือข่ายที่จะให้คำแนะนำ เช่น ชาวบ้านในต่างจังหวัดไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ เขาถามได้เลยว่าจะมีคนมาทำแบบนี้กับเขาได้ไหม นี่คือภาพที่น่าจะเกิดขึ้น เราทำให้ผู้บริโภคเหมือนคนดูฟุตบอล คุณรู้ว่าอีกฝั่งหนึ่งโกง ออกล้ำเส้น”
“ถ้ากลไกนี้ดีจะส่งผลดีต่อธุรกิจด้วย เช่น เวลานำรถออกจากตลาด เพราะมีปัญหา เบรก เกียร์ แผ่นรองพื้น เวลาเรียกคืน 5 แสนคัน หรือเรียกคืนเป็นล้านคัน ทำไมประเทศไทยทำไม่ได้ ถ้ากติกาคุ้มครองผู้บริโภคของเราดี สิ่งเหล่านี้ก็จะทำได้ในประเทศไทย แล้วเวลาเราทำได้ก็จะมีน้ำหนักเวลาไปแข่งกับข้างนอก เพราะจะการันตีว่าบริษัทมีประสิทธิภาพ”
แม้จะมีเสียงทักท้วงว่าองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคอาจทำงานทับซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ แต่ สารี ยืนยันว่า ไม่ทับซ้อน ในเชิงอำนาจ แต่ถามว่ามีงานซ้อนไหมก็อาจจะมี อย่าง สคบ. มีหน้าที่หนึ่งคือทำการศึกษาให้ผู้บริโภค แต่ถามว่าพอไหม ปัญหาผู้บริโภคในปัจจุบันไม่พอ ดังนั้น การมีองค์กรมาช่วยทำงานจึงไม่ถือว่าซ้ำซ้อน แต่ช่วยกันทำงาน เพราะเรื่องทักษะการใช้ชีวิตแค่ให้ข้อมูลผู้บริโภคก็ยังมีคนไม่รู้อีกจำนวนมาก
“สมมติซอยบ้านคุณทำถนน คุณร้อง กทม.ว่าไม่ทำรางตัววีให้คนขี่จักรยานได้ อยากโทรไปบอก กทม.ว่าบริษัทรับเหมาไม่ทำรางตัววี สิ่งที่ควรเกิดขึ้นจากกลไก กทม. ต้องรองรับความเป็นแอ็กทีฟ ซิติเซนของคุณ ที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณร้องเรียน ร้องทุกข์ กลไกต้องบอกกับคนร้องเรียนว่าขอบคุณนะที่โทรมาบอกแล้วผมจะจัดการกับผู้รับเหมาเองรับรองไม่มีปัญหา เราอยากเห็นอย่างนั้น ไม่ใช่โทรไปแล้วใครรับเหมาเส้นนี้ให้โอนไปอีกยี่สิบสาย สุดท้ายไม่รู้ ไม่สำเร็จ”
สารี อธิบายเพิ่มเติมว่า องค์กรอิสระนี้จะเปลี่ยนมุมมองจากเมื่อก่อนที่มี “คุณพ่อรู้ดี คุณแม่ทำแทน” มาเป็นต้องดูแลตัวเอง แต่เราต้องมีข้อมูล มีทักษะความรู้มากขึ้น ที่สำคัญจะเป็นองค์กรที่จะต้องช่วยฟ้องคดีแทน ไม่ใช่ฟ้องคดีบุคคล ซึ่งคดีแบบนีี้หน่วยงานรัฐทำหน้าที่ไป สมมติ เรื่องคิดราคามือถือป็นวินาทีแล้ว ค่ายมือถือไม่ทำ ผู้บริโภคเสียเปรียบ แต่ถ้าถามว่าให้ไปฟ้องคดีความเสียหายเดือนละ 39.90 บาท คงต้องเป็นคนบ้าเท่านั้น
เราอยากเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ในร่างกฎหมายไม่ได้เขียนองค์กรนี้ฟ้องเอง แต่ให้ส่งเรื่องไปให้อัยการฟ้อง จริงๆ อยากให้เขียนว่าฟ้องเองได้หากเป็นประโยชน์สาธารณะ เพราะการฟ้องร้องไม่ใช่เรื่องการใช้อำนาจ คนที่ใช้อำนาจเป็นศาล เราส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา คนที่ใช้อำนาจรัฐในคดีคือผู้พิพากษา อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จะกำหนดว่าองค์กร จะต้องส่งเรื่องให้อัยการ แต่ก็ได้ระบุว่าองค์กรนี้จะต้องมาสนับสนุนองค์กรผู้พิทักษ์สิทธิ อัยการอาจมาสนับสนุนให้องค์กรอันนี้ สามารถฟ้องคดีด้วยตนเองก็ได้
“กฎหมายนี้คนยังเข้าใจผิดเยอะเหมือนว่ากฎหมายนี้เป็นของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งไม่จริง กฎหมายนี้เป็นกฎหมายกลาง เหมือนกฎหมายสภาองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติ เราเป็นเมมเบอร์อันหนึ่งเพียงแต่เราอาจจะแอ็กทีฟ เพราะเราทำมานาน มีข้อมูลมาสนับสนุน และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่มีอยู่ทุกองค์กรก็สามารถไปเป็นเมมเบอร์องค์กรนี้ กลายเป็นเครือข่ายที่เป็นประโยชน์กับทุกคน และเมื่อไม่ใช่หน่วยงานรัฐ องค์กรนี้ก็จะมีชีวิตชีวาขึ้น มีเงินสนับสนุนก็จะทำงานวิจัยได้เยอะ เวลาจะเสนอความคิดเห็น ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปพูด ความเห็นจะได้มีน้ำหนัก
ที่สำคัญต้องใช้กระบวนการทางสังคมไปผลักดันข้อเสนอ หากเสนอไปแล้วองค์กรต่างๆ ไม่ทำก็ต้องตอบคำถามสื่อมวลชนเอง อีกทั้งองค์กรนี้ไม่ต้องใหญ่ มีคนแค่ 40-50 คน และไม่ใช่เทวดา แต่ต้องทำงานเครือข่าย และทำให้ทุกคนเป็นแอ็กทีฟคอนซูเมอร์ให้ได้” สารี กล่าวทิ้งท้าย







