posttoday
เวชศาสตร์ใต้น้ำมหัศจรรย์การรักษาด้วยแรงดันสูง

เวชศาสตร์ใต้น้ำมหัศจรรย์การรักษาด้วยแรงดันสูง

10 มกราคม 2558

ใต้ผืนทะเลเป็นดินแดนที่มนุษย์น้อยคนจะรู้จัก เต็มไปด้วยความสวยงามเร้นลับน่าค้นหา แฝงด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง

เรื่อง...วิทยา ปะระมะ

ใต้ผืนทะเลเป็นดินแดนที่มนุษย์น้อยคนจะรู้จัก เต็มไปด้วยความสวยงามเร้นลับน่าค้นหา แฝงด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง จึงไม่แปลกที่แนวโน้มกิจกรรมดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยวจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมาให้มนุษย์อยู่อาศัยเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องเจอคือแรงดันของน้ำที่กระทำกับร่างกาย และจะเกิดอันตรายเมื่อใช้เวลาดำนานเกินไป หรือดำในที่ลึกแล้วลอยตัวสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว จนเกิดอาการป่วยจากโรคน้ำหนีบ
 
รู้จักโรคน้ำหนีบ

น.อ.นพ.ดนัย ปานแดง ผู้อำนวยการกองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า อธิบายลักษณะของโรคน้ำหนีบว่า ปกติอากาศที่ใช้หายใจจะมีออกซิเจน 20% ไนโตรเจน 80% ซึ่งเมื่อดำน้ำหรือทำงานภายใต้แรงดันบรรยากาศสูง ก๊าซเหล่านี้จะละลายเข้าไปในเลือด ดังนั้นเมื่อนักดำน้ำจะขึ้นมาบนผิวน้ำ จึงต้องค่อยๆ ใช้เวลาไต่ระดับขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ ให้ไนโตรเจนที่ละลายในเลือดเปลี่ยนกลายเป็นก๊าซแล้วระบายออกทางลมหายใจ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีการดำขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ถูกสัตว์กัด ปะการังบาด หรือ อากาศในถังกำลังจะหมด ฯลฯ จะเกิดปัญหาไนโตรเจนในร่างกายกลายสภาพเป็นฟองอากาศ ซึ่งหากไปอุดตันเส้นเลือดหรือสะสมในเนื้อเยื่อ ก็จะเกิดอาการต่างๆ เช่น ถ้าไปอุดตันที่เส้นเลือดหัวใจ ก็จะหมดสติเหมือนอาการโรคหัวใจขาดเลือด หรือถ้าไปอุดที่สมองหรือกระดูกไขสันหลังก็จะเป็นอัมพาต อาจจะเป็นตั้งแต่ขึ้นมาบนผิวน้ำเลย หรือผ่านไป 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยเป็นก็ได้ ขณะเดียวกันการขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ยังอาจทำให้อากาศในปอดขยายตัวจนปอดแตกได้อีกด้วย

เวชศาสตร์ใต้น้ำมหัศจรรย์การรักษาด้วยแรงดันสูง

น.อ.นพ.ดนัย กล่าวว่า ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคน้ำหนีบ นอกจากกลุ่มนักดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องลงไปปฏิบัติงานภายใต้แรงดันบรรยากาศสูง เช่น นักประดาน้ำ ช่างเชื่อมใต้น้ำแล้ว ยังรวมถึงคนที่ต้องทำงานใต้ดิน เช่น ทำงานในรถไฟฟ้า งานในอุโมงค์ ขุดเจาะอุโมงค์ ก็เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และต้องผ่านการตรวจสุขภาพก่อนปฏิบัติงาน ทั้งการตรวจเลือด ตรวจหู ตรวจแก้วตา รวมถึงเข้าห้องปรับแรงดันบรรยากาศสูงเพื่อทดสอบว่าสามารถทำงานได้หรือไม่
 
อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด

ผู้อำนวยการกองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน กล่าวต่อไปว่า ปกติการดำน้ำลึกไม่เกิน 10 เมตร มักไม่มีปัญหาโรคน้ำหนีบ แต่กระนั้นก็มีโอกาสเจ็บป่วยได้เช่นกัน บางคนน้ำลึกท่วมหัวก็มีอาการแล้ว หรือบางคนแม้จะดำไม่ลึกแต่ดำบ่อย ไม่พักร่างกาย ฟองไนโตรเจนก็ระบายออกไม่ทัน เมื่อของเก่าออกไม่ทัน มีของใหม่เข้ามาอีก ก็สะสมมากขึ้นๆ จนเกิดการเจ็บป่วยได้

นอกจากนี้ การดำน้ำบ่อยโดยไม่พักร่างกาย ยังส่งผลในระยะยาว เช่น พยาบาลในกองคนหนึ่งต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเพราะมีอาการหัวกระดูกตาย สาเหตุเนื่องจากสมัยก่อนบุคลากรด้านเวชศาสตร์ใต้น้ำมีน้อย จึงต้องเข้าไปดูแลผู้ป่วยในห้องปรับแรงดันบรรยากาศสูงบ่อยครั้ง แม้จะใช้เวลาปฏิบัติงานตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ แต่การปฏิบัติงานโดยไม่ได้เว้นระยะให้ร่างกายพักอย่างเพียงพอ ก็ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงกระดูก จนกระดูกค่อยๆ เสียหาย

เวชศาสตร์ใต้น้ำมหัศจรรย์การรักษาด้วยแรงดันสูง

 “การทำงานด้านเวชศาสตร์ใต้น้ำถือว่ามีความเสี่ยงนะ คนที่ได้เครื่องหมายแสดงความสามารถเวชศาสตร์ใต้น้ำ จะได้รับเบี้ยเสี่ยงภัย ถ้าเป็นทหารชั้นสัญญาบัตรได้ 1 หมื่นบาท/เดือน ส่วนชั้นประทวนได้ 7,500 บาท/เดือน” น.อ.นพ.ดนัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบุคลากรผู้ปฏิบัติงานมีมากขึ้น แต่ละคนจึงไม่ต้องเข้าห้องปรับแรงดันบ่อย 3-4 วันเข้าครั้งหนึ่ง จึงมีเวลาได้ระบายไนโตรเจนออกจากร่างกายอย่างเพียงพอ ก่อนจะกลับเข้าไปปฏิบัติงานอีก
 
ห้อง“ปรับบรรยากาศ”แรงดันสูง
 
เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจากการดำน้ำ การรักษาก็ต้องใช้ศาสตร์ที่เรียกว่าเวชศาสตร์ใต้น้ำ หลักๆคือการนำผู้ป่วยเข้าห้องปรับแรงดันบรรยากาศสูง เรียกสั้นๆว่า “ห้องปรับบรรยากาศฯ” ปรับแรงดันให้เสมือนอยู่ในน้ำลึก เพื่อบีบฟองไนโตรเจนให้เล็กลง แล้วค่อยๆปรับแรงดันให้น้อยลงๆเสมือนดำขึ้นมาจากใต้น้ำ ให้ไนโตรเจนค่อยๆระบายออกจากร่างกาย ซึ่งแต่ละอาการก็ใช้แรงดันและระยะเวลาในการรักษาต่างกันไป
 
น.อ.นพ.ดนัย กล่าวว่า การเจ็บป่วยจะมี 3 ระดับ 1.เจ็บป่วยเล็กน้อย มีอาการปวด คัน เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน การรักษาก็เข้าห้องปรับบรรยากาศฯ 2-3 ชั่วโมง 2.การเจ็บป่วยรุนแรง ฟองไนโตรเจนค่อยๆเกิดแล้วไปอุดตันที่สมองหรือเส้นประสาทไขสันหลัง จะมีอาการชา อ่อนแรง หรือถ้าไปกดที่หูชั้นในก็ทำให้เดินเซ กลุ่มนี้จะรักษาครั้งละ 6 ชั่วโมง ถ้าไม่หายก็ต้องมาอีกเรื่อยๆ
 
3.เจ็บป่วยอาการหนัก คือ เกิดฟองอากาศอย่างรวดเร็วไปอุดตันในเส้นเลือดต่างๆ เกิดอาการทันทีทันใดและรุนแรง บางคนลอยขึ้นผิวน้ำแล้วฟองอากาศไปกดที่ระบบประสาทจนเป็นอัมพาตจมน้ำไปเลยก็มี ถ้าไปอุดกั้นเส้นเลือดในกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กลุ่มนี้ต้องช่วยเหลือปั๊มหัวใจยื้อชีวิตไว้ก่อน จากนั้นต้องรีบเอาเข้าห้องปรับบรรยากาศฯให้เร็วที่สุดแล้วปรับความดันไปที่ความลึก 165 ฟุตหรือประมาณ 50 เมตรเพื่อบีบฟองอากาศให้เล็กลงแล้วค่อยๆพาดำขึ้นมา

เวชศาสตร์ใต้น้ำมหัศจรรย์การรักษาด้วยแรงดันสูง

เวชศาสตร์ความกดดันบรรยากาศสูง

ห้องปรับบรรยากาศฯ ยังใช้กับการรักษาอีกอย่างที่เรียกว่า “เวชศาสตร์ความกดดันบรรยากาศสูง” หมายถึงการรักษาด้วยออกซิเจนภายใต้ความกดดันบรรยากาศสูง ผู้รับการรักษาจะใส่ฮู๊ดหรือใส่หน้ากากเพื่อหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ในภาวะแรงดันบรรยากาศสูง ทำให้ร่างกายรับออกซิเจนมากกว่าปกติ
 
 น.อ.นพ.ดนัย ขยายความว่า ออกซิเจนถือเป็นยาชนิดหนึ่ง ในภาวะแรงดันปกติ ออกซิเจนจะเดินทางไปเลี้ยงเนื้อเยื้อต่างๆได้ในระดับหนึ่ง แต่ในความกดดันบรรยากาศสูง ออกซิเจนจะกระจายไปยังเนื้อเยื่อได้ดีกว่าปกติ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาแผลต่างๆ เช่น แผลจากโรคเบาหวานซึ่งหายยาก บางคนเป็นแผลนาน 7-8 เดือนก็ไม่หาย แต่การให้ออกซิเจนภายใต้แรงดันบรรยากาศสูงจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เคสที่ลุกลามจนต้องตัดขาก็ช่วยให้ไม่ต้องตัดมาก เช่น แทนที่จะตัดเหนือหัวเข่าก็ตัดใต้เข่า ต้องตัดข้อเท้าก็เหลือตัดแค่ปลายเท้า หรือต้องตัดนิ้วก็อาจไม่ต้องตัดเลย เป็นต้น
 
นอกจากแผลเบาหวานแล้ว ยังใช้รักษาแผลบวมช้ำให้หายเร็วขึ้น เช่น ตำรวจคนที่เตะระเบิด ก็รักษาด้วยเวชศาสตร์ความกดดันบรรยากาศสูง ช่วยรักษาขาไว้ได้ รวมทั้งนักกีฬาทีมชาติหลายคน ก็เคยรักษาอาการฟกช้ำด้วยวิธีนี้เช่นกัน ขณะเดียวกันยังใช้รักษาแผลที่เกิดจากการฉายรังสี รวมไปถึงอาการเส้นประสาทหูเสื่อมโดยไม่มีสาเหตุ (หูดับ) และโรคเส้นเลือดเลี้ยงจอประสาทตาตีบด้วยเช่นกัน
 
นอกจากนี้ ปัจจุบันสถานพยาบาลบางแห่ง ยังนำเวชศาสตร์ความกดดันบรรยากาศสูงมาประยุกต์ใช้ในการเสริมความงาม ช่วยลดบวมหลังผ่าตัดศัลยกรรม เข้าห้องห้องปรับบรรยากาศฯช่วยให้แผลหายเร็ว บางแห่งใช้ช่วยชะลอความแก่หรือทำให้สมองความจำดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การรักษาเช่นนี้ยังไม่มีในข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนแต่อย่างใด

เวชศาสตร์ใต้น้ำมหัศจรรย์การรักษาด้วยแรงดันสูง

ห้องปรับบรรยากาศฯใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
น.อ.นพ.ดนัย ให้ภาพว่า ผู้ป่วยจากการดำน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จ.พังงา และเกาะสมุย โดยเฉพาะหมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน แต่ละปีมีคนมาดำน้ำนับหมื่นคน ที่ภูเก็ตมีผู้ป่วยนับร้อยราย/ปี ส่วนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และที่สัตหีบมีประมาณ 20 คน/ปี แต่จำนวนผู้ที่มารักษาด้วยเวชศาสตร์ความกดดันบรรยากาศสูงมีมากกว่าหลายเท่า เฉพาะที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าที่เดียวก็มีเข้ามาปีละกว่า 8,000 ถึง 1 หมื่นครั้ง ซึ่งห้องปรับบรรยากาศฯขนาดใหญ่ที่เปิดทำการในขณะนี้ ความจุขนาด 12 คน เข้าครั้งละ 10 คน นับเป็น 10 ครั้ง ใน 1 วันเปิด Dive (การเข้าห้องปรับบรรยากาศฯเพื่อปรับแรงดันเสมือนการดำน้ำ) ประมาณ 3-4 รอบ เฉลี่ยวันละ 30-40 คน
 
“แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ คนไข้ยังรอคิว คิวนานที่สุดที่เคยรอคือ 2 เดือน มาวันนี้กว่าจะได้เข้าก็อีก 2 เดือน จนเราต้องเปิดรักษานอกเวลาราชการเพราะ 2 เดือนมันนานเกินไป”น.อ.นพ.ดนัย กล่าว
 
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการจัดซื้อห้องปรับบรรยากาศฯใหม่ขนาด 30 คน ด้วยงบประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อรองรับการบริการประชาชนได้มากขึ้น ห้องที่ซื้อใหม่นี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดซื้อเมื่อเดือน มี.ค. 2557 และติดตั้งพร้อมใช้งานในเดือน ส.ค. 2557 โดยแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 ขนาด 15 คน ตอนที่ 2 ขนาด 6 คน และตอนที่ 3 ขนาด 9 คน แต่ในการใช้งานจริงจะไม่เข้าพร้อมกันทั้ง 30 คน เนื่องจากต้องใช้ตอนที่ 2 เป็นห้องฉุกเฉินให้แพทย์เข้าออกกรณีคนไข้อาการทรุดขณะทำการรักษา แพทย์และพยาบาลจะต้องรีบเข้าห้องแล้วดำฉุกเฉิน (ปรับความดันฉุกเฉิน) ภายในระยะเวลา 1 นาที แล้วจึงเปิดประตูที่เชื่อมกับตอนที่ 1 หรือ 3 เพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย 

เวชศาสตร์ใต้น้ำมหัศจรรย์การรักษาด้วยแรงดันสูง

ปรับปรุงสิทธิเบิกจ่าย เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา
 
อัตราค่าบริการห้องปรับบรรยากาศฯสำหรับการรักษาด้วยเวชศาสตร์ความกดดันบรรยากาศสูง หากเป็นโรงพยาบาลเอกชนจะอยู่ที่ 6,000 บาท/ครั้ง แต่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่ที่ 1,600 บาท/ครั้ง ในกรณีเป็นโรคน้ำหนีบค่ารักษาจะอยู่ที่ 6-8 หมื่นบาท/ครั้ง แต่หากเป็นโรงพยาบาลเอกชน ค่าบริการจะสูงขึ้นถึง 1.2 แสนบาท/ครั้งและต้องเข้า2-3 ครั้ง
 
“เมืองไทยเนี่ยอยู่ที่ว่าเบิกได้หรือไม่ได้ คนไทยเสียตังค์ไม่ไหวหรอก ที่อยากให้มีการปรับปรุงเชิงนโยบายคือเพิ่มสิทธิการเบิกสวัสดิการข้าราชการให้กว้างขึ้น ห้องปรับบรรยากาศฯมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์รักษาได้  13-14 โรค แต่สวัสดิการข้าราชการให้เบิกได้ 4 โรค เฉพาะโรคน้ำหนีบ ภาวะฟองก๊าซอุดตันเส้นเลือดแดง แผลเบาหวาน แผลจากการฉายแสง แต่อาการอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุที่มีการฟกช้ำมาก หูดับ เส้นเลือดตีบที่ลูกตาเบิกไม่ได้ คนไข้ก็ต้องจ่ายเอง คนที่จ่ายไม่ไหวก็ไม่มารักษากัน”น.อ.นพ.ดนัย กล่าว
 
น.อ.นพ.ดนัย กล่าวอีกว่า หากปรับปรุงสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและประกันสังคมก็จะปรับตาม ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องต้องถ่ายทอดให้ความรู้แก่บุคคลกรสาธารณสุขและประชาชน ให้รู้ว่าวิธีการแบบนี้รักษาได้10 กว่าโรค
 
“เขาจะได้รู้และมารักษา แผลจะได้หายเร็วขึ้น ประหยัดค่ารักษาพยาบาล ส่วนคนที่เป็นเบาหวานถ้ารู้ว่ามาแล้วโอกาสต้องถูกตัดขามีน้อยลง จิตใจก็จะดีขึ้น มันช่วยได้เยอะ”น.อ.นพ.ดนัย กล่าวทิ้งท้าย
 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ