
อย่าให้ซ้ำรอย
แม้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
แม้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วยมติ 165 ต่อ 4 เสียง เตรียมประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป แต่ก็มีข้อห่วงใยที่อาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสื่อปลอดภัยฯ ไม่ต้องตามวัตถุประสงค์และเปิดช่องให้มีการใช้เงินผิดเป้าหมายได้
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เกิดจากการรณรงค์ของกลุ่มเอ็นจีโอด้านเด็ก และผลักดันมาหลายรัฐบาลแต่ติดขัดเพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้หลักการกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนใช้ในการผลิตการพัฒนาและเผยแพร่สื่อที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้และพฤติกรรมที่ดีของเยาวชน เพราะปัจจุบันสื่อที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนลดน้อยลงทุกวัน การผลิตสื่อที่่ปลอดภัยและดีต่อเด็กก็มีข้อจำกัดจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของ สนช.มีความเห็นท้วงติงหลายประเด็นโดยเฉพาะที่มาของแหล่งเงิน จากเดิมกำหนดไว้ว่าให้มีการจัดสรรเงิน “อัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 10” จากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อประโยชน์สาธารณะแก่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ เป็นประจำ
ต่อเนื่องทุกปี
เมื่อคำนวณแล้ว กองทุนวิจัยฯ ของ กสทช. มีรายได้ในปี 2557 สูงถึง 27,190 ล้านบาท เท่ากับว่าจะต้องผันงบประมาณ 2,700 ล้านบาท ไปให้กองทุนพัฒนาสื่อและปลอดภัยฯ จนที่สุด เมื่อมีเสียงคัดค้านเพราะเป็นห่วงว่างบประมาณที่จะได้รับการจัดสรรที่ค่อนข้างสูงนี้อาจขาดระบบตรวจสอบและเกิดปัญหาการบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพได้ ทำให้กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยอมแก้ไขให้ไม่ต้องกำหนดอัตราการจัดสรรงบประมาณให้กับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ แต่ให้กองทุนวิจัยของ กสทช.จัดสรรงบประมาณให้อย่างพอเพียงแทน
หากการบริหารกองทุนตรงตามวัตถุประสงค์ ผลิตสื่อสร้างสรรค์เกิดประโยชน์ให้กับเยาวชนก็เป็นเรื่องที่ดีและต้องสนับสนุน แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงตามที่ สนช.ตัั้งข้อสังเกต คือ บทเรียนที่เกิดขึ้นกับหลายกองทุนที่มีงบประมาณจำนวนมาก แต่กลับบริหารงานไม่โปร่งใส ใครใกล้ชิดกรรมการกองทุนก็จะได้เงินไปใช้ นำไปสู่การทุจริต ดังนั้นควรถูกตรวจสอบอย่างน้อยก็จากวุฒิสภา
ทั้งนี้ มีการยกตัวอย่างกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่หลักการมีลักษณะคล้ายคลึงกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ สสส. จนถูกวิจารณ์หลายครั้งคือ กระบวนการคัดเลือกโครงการเพื่อรับเงินทุนสนับสนุน หลายโครงการไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยตรง ดังนั้นผู้จัดการกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่จะมีการแต่งตั้งขึ้นต้องตระหนักปัญหาเหล่านี้ อย่าให้มีการเอื้อประโยชน์กับพวกพ้องและต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับทุนที่เหมาะสม
เราหวังว่าเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ออกมา ผู้เกี่ยวข้องต้องนำบทเรียนมาแก้ปัญหาอย่างที่กล่าวมา เพื่อให้เกิดพื้นที่สื่อดีของเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น ไม่ให้เด็กและเยาวชนไทยกว่า 23 ล้านคน ต้องจมอยู่กับสื่อที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุ อันตราย มีเนื้อหาทั้งความรุนแรงและเรื่องเพศลามก







