
บิ๊กตู่แนะอย่าใช้คำขวัญวันเด็กล่ารางวัล
นายกฯประยุทธ์แนะอย่าใช้คำขวัญวันเด็กท่องจำแค่ล่ารางวัล ขอให้ยึดเป็นคติพจน์ประจำใจ
นายกฯประยุทธ์แนะอย่าใช้คำขวัญวันเด็กท่องจำแค่ล่ารางวัล ขอให้ยึดเป็นคติพจน์ประจำใจ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า สำหรับในวันพรุ่งนี้ ก็จะวันสำคัญอีกวันหนึ่ง “เป็นวันเด็กแห่งชาติ” เด็กก็คืออนาคตของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมทุกปี ในสัปดาห์หน้านั้น วันที่ 16 มกราคม ก็เป็นวันครู วันครูกับวันเด็กก็มีความสำคัญ อยากจะกล่าวถึงเด็ก ๆ ก่อนว่า เป็น “อนาคตของชาติ” เป็น “ผู้สร้างอนาคตของชาติ” หรือแม้กระทั่งคุณครู ก็เป็น “ผู้สร้างอนาคตของชาติ” เช่นเดียวกัน ร่วมมือกันเพื่ออนาคต
วันเด็กแห่งชาติในปีนี้นั้น ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบคำขวัญประจำปีให้กับเด็กไทยทุกคนไปแล้วว่า “ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต” ซึ่งจะเป็นรากฐานในการที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ของรัฐบาลปี 2558 - 2562 ที่ว่า “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมคิดว่าเด็กทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่า “การเป็นคนเก่งนั้นไม่เพียงพอ ต้องเป็นคนดี มีคุณธรรมด้วย จึงจะทำให้ทุกคนมีอนาคตที่ดี ที่สดใส” คงไม่ใช่เฉพาะอนาคตของตน เอง แต่รวมไปถึงอนาคตของครอบครัว ของชาติด้วย ที่จะต้อง “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เริ่มจากสถาบันครอบครัวก่อน ตนเอง และครอบครัว และประเทศชาติ
“ผมไม่อยากให้คำขวัญเหล่านี้เป็นวาทกรรมประจำปี หลายประเทศเขามีคำขวัญ มีคำที่เรียกว่าเป็น“คติพจน์” คือ ถ้าทุกคนยึดถือแล้วคิดตาม และทำตาม ก็ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ทั้งตนเอง ทั้งส่วนรวมด้วย อะไรด้วย ผมไม่อยากให้เป็นเพียงวาทกรรมเฉย ๆ ว่า ปีนี้คำขวัญว่าอะไร ปีหน้าจะว่าอะไร แล้วไม่รู้ ก็ท่องจำไป แลกรางวัลไป ไม่ใช่ วันนี้ต้องเข้าใจว่า ความรู้คืออะไร ความรู้ รู้อย่างไร ศึกษาอย่างไร ศึกษาส่วนตัว ศึกษาในระบบ ศึกษาตามอัธยาศัย ศึกษานอกโรงเรียน และการอ่านหนังสือ การเรียนรู้จากประสบการณ์ จากข้อเท็จจริง อะไรเหล่านี้ คือความรู้ทั้งสิ้น และคุณธรรมคืออะไร คือรู้ว่าอะไรที่ดีเราก็ทำ อะไรที่ไม่ดีเราก็อย่าไปทำ มีคุณธรรม นึกถึงคนอื่น เผื่อแผ่แบ่งปัน ทำนองนี้ และในเรื่องของนำสู่อนาคต ถ้าเราไม่เป็นคนไม่ดี เป็นคนไม่มีความรู้ไปอีกยิ่งไปกันใหญ่ ไม่มีอนาคตแน่นอน วันหน้าก็ต้องไปติดคุก ไม่มีงานทำ ติดยาเสพติด แต่ถ้าเรามีความรู้ เราก็ไม่ติด ยึดในสิ่งอันตรายเหล่านี้ เราก็จะมีคุณธรรมด้วย จะเจริญเติบโต วันข้างหน้าถ้ามีโอกาสได้ปกครองบ้านเมือง เป็นข้าราชการ อะไรต่าง ๆ เราก็จะทำให้สังคมมีคุณธรรม และเกิดจริยธรรมขององค์กรเกิดขึ้นมา ประเทศชาติก็ปลอดภัย และก็เดินต่อไปในข้างหน้าได้ อันนี้ก็อยากให้คิดให้ถี่ถ้วน ความรู้คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต ไม่อยากให้ท่อง ๆ แล้วก็จบไป แลกรางวัล ร้องเพลง แล้วก็จบ”
นายกฯ กล่าวว่า หากผู้จัดงาน หน่วยราชการ และโรงเรียนต่าง ๆ ต้องสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นการปลูกฝังด้วย เป็นการจัดสร้างความรู้ให้เด็ก ให้เด็กได้รักการอ่าน ทำอย่างไร มีความเข้าใจอย่างไร ให้เด็กๆ ของเราได้นำคำขวัญเหล่านี้ไปเป็นคติประจำใจ ยึดถือและปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันของเขาด้วย เช่นเดียวกับที่ผมฝากไว้คือเรื่องค่านิยม 12 ประการ วันนี้อาจจะดูว่าจะได้อะไร แต่คิดว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ตนเอง ให้ตนเองมีความภาคภูมิใจติดกับตัวไว้ในอนาคต เราก็จะเป็นทั้งคนดี คนเก่งด้วย เราต้องปลูกฝังจิตสำนึกไว้ก่อน ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าเราปลูกฝังเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย เรื่องเสรีภาพอย่างเดียว ไม่มีคำว่าหน้าที่ หรือไปเน้นด้านวัตถุแต่อย่างเดียว ด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว ก็ไปไหนไม่รอดทั้งสิ้น
ผู้รู้ก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า บันไดในการปลูกฝังมีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ 1. การสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจ 2. ต้องลงมือทำ ไม่ใช่แค่ท่องจำ แต่ต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุด คือ 3. การสร้างสภาพแวดล้อม ทุกคนในสังคมก็ต้องเป็น “ต้นแบบ” ที่ดี ทำให้เด็กดูในครอบครัว ในสังคมผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างกับเด็ก เมื่อเด็กเห็นคนรอบข้างหรือคนในสังคมประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เด็กก็จะเกิดการรับรู้และทำตาม นำไปประยุกต์ใช้ เมื่อเจริญเติบโตก็จะเป็นอนาคตที่ดีของชาติต่อไป ก็ต้องขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ช่วยกันทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก มีการสร้างความตระหนักรู้ ให้เขาเข้าใจ และทำสิ่งที่ดี ๆ เพื่อจะนำไปสู่อนาคต นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วย







