
หมัดต่อหมัด ‘วิชา-ยิ่งลักษณ์’ จำนำข้าว ‘เจ๋ง’ หรือ ‘เจ๊ง’
เปิดคำแถลงคดีถอดถอน ‘วิชา-ยิ่งลักษณ์’ จำนำข้าว ‘เจ๋ง’ หรือ ‘เจ๊ง’
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หมายเหตุ: การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ได้มีการพิจารณาเรื่องการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาได้แถลงเปิดสำนวนต่อสนช. โดยมีสาระสำคัญดังนี้
วิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.
ตั้งแต่ปี2554 เมื่อรัฐบาลเริ่มโครงการรับจำนำข้าวอย่างเป็นทางการและพอใช้โครงการมาประมาณ 2 ปี ก็เริ่มเห็นผลเสียและวาระซ่อนเร้น รัฐบาลรวบรวมข้าวได้ถึง 26.75 ล้านตันข้าวสารไว้ในมือ ซึ่งมากกว่าปริมาณสำหรับการส่งออก 2 ปี และตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเกิน 50% เมื่อข้าวสำหรับการส่งออกล้วนอยู่ในมือรัฐบาล การที่จะส่งออกได้นั้นข้าวต้องถูกระบายผ่านรัฐบาลหรือคนสนิทของผู้มีอำนาจไม่ว่าทางตรง
หรือทางอ้อม
ในรัฐสภามีการยกตัวอย่างว่าคนเหล่านั้นสามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้ในราคาถูกเพื่อมาขายต่อในราคาที่สูงขึ้นเป็นเท่าตัว การกระทำดังกล่าว จึงนำมาซึ่งการทุจริตในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นอจากนี้ ยังได้มีการเปิดเผยอีกว่ารัฐบาลได้ใช้สองวิธีหลักในการขายข้าวในสต๊อกราคาถูก โดยอ้างว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐที่พิสดารและการขายเพื่อไปทำข้าวถุงเล็กสำหรับให้ประชาชนที่ยากจนในราคาถูก เป็นที่รู้กันในวงการข้าวว่าข้าวเหล่านี้ถูกนำมาให้คนสนิทของผู้มีอำนาจในราคาถูกและสามารถขายต่อในตลาดได้ในราคาสูงกว่าเท่าตัว
จำนำข้าวเจ๊ง 4 แสนล้านบาท
ระยะเวลา 2 ปีรัฐบาลขณะนั้นใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 7.7 แสนล้านบาทเพื่อใช้จ่ายในการรับจำข้าวและค่าบริหารจัดการ แต่รัฐบาลขายข้าวและเก็บเงินได้จริงเพียง 1.3 แสนล้านบาท เท่ากับจำนวน 18%ของจำนวนเงินที่ใช้ไปทั้งหมด รัฐบาลได้มีการระบายข้าวทั้งหมด12.75 ล้านตัน และสามารถคำนวณผลขาดทุนจากการขายข้าวจำนวนนี้ได้ 2.29 แสนล้านบาท เพราะราคาขายเฉลี่ยเท่ากับ11บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาต้นทุนเฉลี่ยของรัฐบาล คือ 29 บาทต่อกิโลกรัม ตามสถิติการส่งออกข้าวในปี 2555 เอกชนสามารถส่งออกข้าวได้ในราคาเฉลี่ย 21บาทต่อกิโลกรัม ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลขายต่ำกว่าราคาที่เอกชนขายได้ถึง 10 บาทต่อกิโลกรัม หากรัฐบาลขายข้าวสต๊อกที่เหลือทั้งหมดในราคา 11 บาทต่อกิโลกรัม โครงการรับจำนำข้าวก็จะขาดทุนรวมทั้งหมด 481,500 ล้านบาท ในช่วงเวลา 2 ปี
ในปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยส่งออกข้าวในปริมาณที่มากที่สุด แต่ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกข้าวเพียง 1.9แสนล้านบาท จะเห็นได้ว่าการขาดทุนจากข้าวที่ขายไปแล้วของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ยังสูงกว่ารายได้ของการส่งออกข้าวของปี 2554 นอกจากนี้ ในปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่มีการรับจำนำข้าวในราคาสูง ยอดการส่งออกข้าวกลับลดลง 35% และรายได้จากการส่งออกลดลง 25% ตามลำดับ จึงทำให้ไทยตกอันดับกลายเป็นผู้ส่งออกอันดับ3ของโลกรองจากอินเดียและเวียดนาม ซึ่งเป็นการเสียแชมป์เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ดังนั้น จากการดำเนินการโครงการเป็นเวลา 2 ปี จึงปรากฏผลอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไม่มีงบประมาณมาดำเนินโครงการต่อ เพราะได้ระบายข้าวในราคาต่ำมาก อีกทั้งยังไม่สามารถระบายข้าวได้ทั้งหมด ณ เวลานั้นมีเกษตรกรจำนวนมากรอขึ้นเงินใบประทวนเป็นเวลาหลายเดือน ข้าวที่ขายไม่ออกอย่างน้อย 14 ล้านตันผนวกกับข้าวที่กำลังเก็บเกี่ยวเป็นจำนวนมาก ทั้งสองส่วนนี้จะทำให้เป็นปีที่เกษตรกรไม่สามารถมีอิสระในการปลูกข้าวได้เป็นครั้งแรกในชีวิต
เอื้อพรรคพวกทำลายข้าวไทย
ดังนั้น การที่รัฐบาลประกาศว่าโครงการรับจำนำข้าวจะทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นด้วยเหตุที่ว่าประเทศไทยส่งออกข้าวเฉลี่ย30% ของปริมาณการส่งออกข้าวของโลก จึงไม่เป็นความจริง เพราะตั้งแต่เริ่มโครงการรับจำนำข้าวปรากฏว่าราคาส่งออกข้าวขาว 5% หรือราคาเอฟโอบีของประเทศไทยไม่เคยไต่เกินระดับ 620เหรียญสหรัฐต่อตัน อีกทั้งหลังจากนั้นก็ลดลงมาเรื่อยๆจนมาถึงปัจจุบันในราคา 400 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าเมื่อต้นเริ่มโครงการด้วยซ้ำ
การที่รัฐบาลมีผู้แอบเอาข้าวไปขายในราคาถูกให้พรรคพวกต่อ ย่อมเป็นสาเหตุหนึ่งในการตัดโอกาสที่จะทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้น แต่เนื่องจากในกระบวนการทุจริตเหล่านี้จะอยู่ในสำนวนการไต่สวนคุณบุญทรง จึงยังไม่ได้ลงในรายละเอียดในเรื่องนี้ต่อที่นี้ แต่จะให้เห็นในภาพรวมว่าการใช้การรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท จุดคุ้มทุนของข้าวขาว 5% ของไทยจะอยู่ที่ราคา800เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่เมื่อราคาในตลาดโลกในช่วงของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยขยับราคาถึงระดับนี้ การระบายทุกตันจึงส่งผลขาดทุนให้กับโครงการรับจำนำข้าว กล่าวโดยสรุปแล้วผู้ส่งออกเห็นว่าการผูกขาดในเรื่องข้าวของรัฐบาลจะต้องยุติ เพราะเป็นภัยต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยและเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก
เปิดกระบวนการโกงชาวนา
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ได้สอบพยานในส่วนของกลุ่มชาวนาพบว่าได้เห็นการทุจริต ดังนี้ 1.ในส่วนของโรงสีกับชาวนา ตามโครงการได้กำหนดผลผลิตไว้ที่ 800 กิโลกรัมต่อไร่ หากชาวนามีที่ 10 ไร่จะได้ผลผลิตประมาณ 8 ตันที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แต่เมื่อดำเนินการจริง ผลผลิตที่ได้รับอาจจะได้ไม่ครบ 8 ตัน บางรายอาจจะได้แค่ 4-5 ตัน ส่วนที่เหลือที่โรงสีจะเข้ามารับซื้อสิทธิ์โดยให้ราคาไร่ละ 2พันบาท โรงสีจะนำข้าวมาสสวมสิทธิ์ให้เต็มจำนวน 8 ตัน โดยโรงสีจะนำข้าวที่รับจำนำแล้วมาเวียนชั่งเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน แต่พอเมื่อสิ้นสุดโครงการหรือมีการเช็คสต๊อกก็จะนำมาสวมให้เต็มจำนวน
2.ถ้าข้าวเถื่อน จะร่วมมือกับโรงสีที่เข้าร่วมโครงการที่สามารถออกใบประทวนให้กับชาวนาได้ โดยจะมีการออกใบประทวนสินค้าให้กับชาวนาเช่นเดียวกัน แต่ข้าวดังกล่าวจะไม่มีหลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพและความชื้นของข้าว และไม่มีเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนชาวนาที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้าวที่นำมาจำนำดังกล่าว ทำให้สามารถนำข้าวที่ไม่มีคุณภาพมาเข้าโครงการรับจำนำในราคาเต็มได้ หรือไม่มีข้าวจริงก็สามารถออกใบประทวนได้ เพราะเมื่อปิดโครงการก็ค่อยหาข้าวมาสวมสิทธิให้เต็มตามจำนวนในใบประทวนที่ออกไว้
ชาวนาทั้งหลายเห็นว่าสาเหตุที่ยังไม่มีการจ่ายเงินค่ารับจำนำข้าวให้กับชาวนา เกิดจากกรอบวงเงินที่รัฐบาลเตรียมไว้ 5 แสนล้านบาทตั้งแต่ปี 2554นั้นได้หมดลงแล้ว เนื่องจากข้อเท็จจริงในหนึ่งรอบการผลิตจะใช้เงินไม่เกิน 2 แสนล้านบาท เมื่อนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวแล้วแต่กลับไม่สามารถระบายข้าวออกไปได้ ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนเข้ามาทดแทน ทำให้ใน 2 ปีที่ผ่านมา วงเงินที่เตรียมจึงหมด ซึ่งรัฐบาลให้เหตุผลว่าเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ไม่สามารถกู้เงินมาจ่ายกับชาวนาได้ แต่พยานที่ป.ป.ช.ไต่สวนเห็นว่ารัฐบาลโกหก เนื่องจากในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.2556 รัฐบาลยังมีอำนาจกู้เงินได้ แต่ไม่ดำเนินการประกอบกับไม่สามารถระบายข้าวที่รับซื้อจากชาวนาได้ จึงเป็นสาเหตุให้ชาวนายังไม่ได้รับเงิน ซึ่งสอบถามโรงสีต่างๆพบว่าโรงสีพร้อมรับซื้อข้าวจากรัฐบาลแต่ต้องมีการแยกคุณภาพของข้าวก่อน ตรงนี้จึงเป็นจุดตายของโครงการรับจำนำข้าว
การกำหนดราคารับจำนำไว้สูงทำให้กระทบต้นทุนการผลิตของชาวนา และไม่เป็นไปตามกลไกของตลาดที่แท้จริง หากจะดำเนินการต่อไปควรกำหนดราคาจำนำให้ต่ำกว่าตลาด เพื่อให้ชาวนามีแรงจูงใจมาไถ่ถอนข้าวคืนมาจากรัฐบาล หากรัฐบาลจะช่วยชาวนาควรช่วยเหลือในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต
แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการที่ดีของรัฐบาลแต่ปรากฏผลร้าย คือ มีความสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลที่ไม่อาจประเมินได้ โดยนอกจากป.ป.ช.ที่เป็นหน่วยงานที่เตือนไปยังรัฐบาลเพื่อให้หยุดยั้งโครงการดังกล่าวแล้ว ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังได้มีหนังสือทักท้วงไปถึงสองครั้งว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินโครงการต่อ เพราะถ้าดำเนินโครงการต่อจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง
คนเป็นนายกฯต้องมีจริยธรรมสูงสุด
ผมขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าการดำเนินการในเรื่องการถอดถอนเป็นเรื่องของการแสดงธรรมาภิบาลหรือหลักของความโปร่งใส และการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ปรากฏต่อสาธารณชนและเป็นหลักแก่แผ่นดินว่าในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นบุคคลที่บริหารราชการแผ่นดินย่อมต้องมีจริยธรรมสูงสุดเหนือกว่าบุคคลอื่นทั้งหมดในกระบวนการในการปฏิบัติหน้าที่ ในการทำหน้าที่ของผู้บริหารราชการแผ่นดินนั้นหลักใหญ่ คือ นอก
จากจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความสุจริตแล้วจะต้องเป็นผู้ที่ไว้วางใจของประชาชน กระบวนการในการถอดถอนเป็นกระบวนการตรวจสอบว่าท่านยังอยู่ในความไว้วางใจของประชาชนหรือไม่
ผมเข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีที่ได้แก้ข้อกล่าวหามาว่าคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบด้วยนั้นแต่ในส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีได้ลงไปทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ด้วยนอกเหนือจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การปฏิเสธจะไม่รับผิดชอบใดๆและเห็นว่าเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีทั้งชุดนั้น ผมเห็นว่าอาจจะอ้างได้ แต่ในตัวท่านเองท่านก็ต้องมีความรับผิดและรับชอบด้วย กล่าวคือ เมื่อท่านมีโอกาสในทันใดที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติเพื่อหยุดยั้งความเสียหายก็ควรหยุดยั้งความเสียหายนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามต่อไปในแผ่นดิน
///////////
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
โครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เกิดขึ้นมาแล้ว 33 ปี ตั้งแต่ปี 2524 สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ผลการศึกษาวิเคราะห์พบว่า การดำเนินการมีปัญหาทางปฏิบัติทำให้โครงการไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร โดยมีปัญหาหลักๆในอดีตคือ 1.การรับจำนำข้าวในราคาต่ำกว่าตลาดและรับจำนำในปริมาณที่น้อย จึงไม่มีแรงผลักดันให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น ทำให้ชาวนามีรายได้ไม่เพียงพอ 2.ตลาดข้าวเป็นกลไกที่เรียกว่า เสรีแต่ไม่เป็นธรรม เพราะชาวนาไม่มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง วันนี้มีชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือนหรือ 15 ล้านคน คิดเป็น 23 % ของคนทั่วประเทศ เทียบกับพ่อค้าคนกลางทีมีอยู่ 1,500 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนชาวนา 4,000 รายต่อพ่อค้า 1 ราย 3.พ่อค้าคนกลางสามารถกดราคาได้ตลอด เพราะชาวนายากจน เป็นแรงกดดันให้ชาวนาต้องรีบขายข้าวจึงได้ราคาถูก ไม่เป็นธรรม
งัด4ประเด็นต่อสู้
ในเรื่องตัวเลขบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการกล่าวหาว่าขาดทุนเป็นจำนวนมาก จึงขอชี้แจงเฉพาะรอบการปิดบัญชีครั้งที่ 3 วันที่ 31 พ.ค.2556 กล่าวคือ กขช.ได้โต้แย้งการปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว โดยสรุป 4 ประเด็น ดังนี้ 1.การไม่ได้บันทึกจำนวนข้าวสารครบถ้วน คือ ไม่ได้บันทึกความมีอยู่ของข้าวสารที่อยู่ระหว่างการสีแปร ซึ่งผู้ดูแลสินค้าได้แก่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) และ องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ยืนยันการมีอยู่จริงของข้าวสารและมีผู้รับผิดชอบข้าวสารตามสัญญาอยู่แล้ว จนถึงขณะนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ตรวจนับจำนวนพบว่ามีข้าวสารหายเพียง 2 แสนตัน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลข 2.59 หรือ 2.98 ล้านตัน แต่อย่างใด ดังนั้น ความเสียหายที่คำนวณโดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจึงไม่ถูกต้อง
2.วิธีการคำนวณมูลค่าสินค้าคงเหลือที่แตกต่างกัน คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวได้วิธีคำนวณสินค้าคงเหลือ 3 วิธี ได้แก่ คำนวณจากต้นทุน คำนวณจากราคาจำหน่าย และคำนวณจากราคาตลาด โดยเลือกตัวเลขที่ต่ำที่สุด ขณะเดียวกันแม้จะคำนวณสินค้าคงเหลือด้วยวิ ธีเดียวกัน แต่ถ้าตัวเลขที่นำมาคำนวณต่างกันก็จะให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการคลังใช้ตัวเลขที่ 1.1 หมื่นบาทต่อตัน และ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมส่งออกข้าว ใช้ตัวเลขที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน จึงมีความแตกต่างกันที่ 4,243 บาทตัน แต่ถ้าจะคำนวณด้วยการใช้ตัวเลขเพียง 1000 บาทต่อตันสำหรับข้าวสาร 15 ล้านตัน มูลค่าสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น มูลค่าสินค้าคงเหลือจึงเป็นเรื่องของอนาคต ไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับราคา ณ วันที่ขายจริงเท่านั้น เท่ากับว่าตัวเลขสินค้าคงเหลือตามที่ปิดบัญชีนั้นจะต้องมีการปรับจากตัวเลขที่มีการขายจริงเท่านั้น
3.ข้อโต้แย้งเรื่องการคิดค่าเสื่อมราคาที่ไม่ตรงกัน ในเรื่องนี้มีหลักคิดหลายแนวคิดแต่ยังไม่เคยมีข้อสรุปอย่างเป็นทางการเพื่อใช้บรรทัดฐานในการคำนวณค่าเสื่อมราคา เช่น เช่น คณะอนุกรรมการปิดบัญชีคิดค่าเสื่อมปีละ 10% สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ คิดปีแรก 6% 10% และ 20% ตามลำดับ และรัฐบาลที่ผานมาคิดค่าเสื่อมระหว่าง 0-10% และ 0-20% และเพิ่มขึ้นในแต่ละปีตามลำดับ ด้วยวิธีที่แตกต่างกันทำให้มูลค่าคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
4.ข้อโต้แย้งการไม่ได้บันทึกมูลค่าข้าวที่ขายให้กับองค์กรของรัฐ ในเรื่องนี้ที่ประชุมกขช.ได้โต้แย้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่ไม่ได้บันทึกข้อมูลส่วนนี้รวมไปถึงการไม่บันทึกข้อมูลข้าวที่แจกให้กับประชาชนในกรณีภัยธรรมชาติจำนวน 6 แสนตัน มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท
อัดปปช.ฟังข้อมูลด้านเดียว
จากข้อโต้แย้งทั้ง 4 ประเด็นดังกล่าวหากนำตัวเลขทั้งหมดมาปรับปรุงบัญชีและยอดใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าว ณ วันปิดบัญชี วันที่ 31 พ.ค.2556 ให้มีความถูกต้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริง จะต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายจาก 332,372 ล้านบาท จะเหลือประมาณ 257,148 ล้านบาท ที่ผ่านมาได้พยายามโต้แย้งทั้ง 4 ประเด็น ให้ป.ป.ช. พิสูจน์ แต่ป.ป.ช.เลือกรับฟังตามรายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ทำให้ข้ออ้างเรื่องการขาดทุนไม่ได้รับการพิสูจน์ให้เป็นธรรม ส่วนข้อกล่าวหาว่า โครงการจำนำข้าวทำให้เสียวินัยการเงินการคลังนั้น ยืนยันว่าตลอดเวลาที่ดำเนินการ ไม่ได้ทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง โดยสิ้นปี 2556 รัฐบาลสามารถรักษาระดับตัวเลขหนี้สาธารณะอยู่ที่ 44.71 % ไม่เกิน 60% ของจีดีพีตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
ส่วนข้อกล่าวหารัฐบาลว่า มีปัญหาจ่ายเงินชาวนาในรอบปี 56 – 57 ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากนโยบายจำนำข้าว แต่หลังจากยุบสภา กลุ่มกปปส.นำนโยบายดังกล่าวมาเป็นประเด็นขัดขวางการจ่ายเงินชาวนา แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายข้าว นำเงินมาจ่ายชาวนา จำนวน 7 หมื่นล้านบาท และขออนุมัติครม.ของบกลาง 2 หมื่นล้านบาท มาจ่ายเงินให้ชาวนา รวม 9 หมื่นล้านบาท จนมาถึงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็ใช้แนวทางเดียวกับรัฐบาลชุดก่อนที่วางแนวทางไว้ ทั้งการกู้เงินจากธกส. ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ขณะที่ ข้อกล่าวหาว่านโยบายดังกล่าวทำให้ไทยเสียแชมป์การส่งออกข้าว เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะการระบายข้าวสารเป็นการอ้างอิงตามราคาตลาดโลก ไม่เกี่ยวกับราคารับจำนำข้าว แต่เป็นผลจากการทุ่มตลาดของบางประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว
ยืนยันไม่เกียร์ว่างปราบทุจริต
ส่วนข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลปล่อยให้มีการทุจริตทุกขั้นตอนนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง รัฐบาลไม่เคยละเลยข้อแนะนำต่างๆ และจัดให้มีกิจกรรมจำนวนมากกับหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อป้องกันการทุจริต มีแผนงานป้องกันการทุจริต เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชี เพื่อป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และมอบหมายให้รมต.ที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณา มีการประสานกับป.ป.ช.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดกับโครงการต่างๆ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เพิกเฉยการทุจริต ส่วนข้อกล่าวหาว่าข้าวไม่ได้คุณภาพ และข้าวหายนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดไว้ในสัญญาอย่างชัดเจนว่า หากเกิดความเสียหาย ผู้รับผิดชอบต้องชดใช้ให้รัฐบาลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ตามสัญญา จึงไม่สามารถนำมาคำนวณเป็นความเสียหายได้
ส่วนการระบายข้าวแบบจีทูจี ถือเป็นยุทธศาสตร์การระบายข้าวตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในส่วนของคำจำกัดความของรัฐบาลประเทศผู้ซื้อ โดยป.ป.ช.เห็นว่าหากเป็นรัฐวิสาหกิจจะต้องถือหุ้นโดยรัฐบาลกลางเท่านั้น ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ถือปฏิบัติในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยรัฐบาลมณฑลหรือรัฐบาลท้องถิ่น สามารถทำสัญญารัฐต่อรัฐได้ เมื่อความหมายแตกต่างกันระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลมณฑล ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหาย กระทรวงพาณิชย์จึงยกเลิกสัญญาการส่งมอบข้าว ทำให้สัญญาดังกล่าว เมืองหลงเจียง ประเทศจีน มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท หรือ 1.2 ล้านตัน จึงถูกยกเลิกไป
ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จริง พบว่าไม่มีการทุจริต ตนพยายามทำทุกอย่างสุดความสามารถ และตลอดเวลาที่ดำเนินการได้รับฟังทุกความเห็น ส่วนที่ไม่ยกเลิกโครงการ เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีจะยกเลิกนโยบายโดยพลการไม่ได้ เพราะเป็นรูปแบบของคณะกรรมการที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันพิจารณาตามรัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนที่สตง.ส่งข้อท้วงติงมายังรัฐบาล ให้ยกเลิกโครงการนั้น ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เนื่องจากส่งมาหลังจากที่ยุบสภาไปแล้ว
อ้อนสนช.ขอความเป็นธรรม
กังวลการไต่สวนที่ไม่เป็นธรรม การเร่งรีบรวมรัด โดยป.ป.ช.มีมติให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทั้งชุดเป็นองค์คณะไต่สวน โดยไม่มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนก่อน เป็นการข้ามขั้นตอน ส่อเจตนาเร่งรัดผิดปกติไม่เหมือนกรณีอื่น นอกจากนี้ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดตนในวันที่ 8 พ.ค. 2557 ถัดจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ตนพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเพียงวันเดียว ก็น่าแปลกใจว่า เหตุใดยังให้มีการถอดถอนซ้ำคนที่ไม่มีตำแหน่งแล้วได้อีก
อยากขอความเป็นธรรมจากสนช. ว่า ป.ป.ช.ดำเนินการไม่ปกติ ยินดีให้ตรวจสอบ แต่ขอให้เป็นกระบวนการที่เป็นธรรม ตามหลักนิติธรรม ยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยทุจริต ประเทศจะเดินหน้าได้ต้องมีความยุติธรรม หวังว่าสนช.จะพิจารณาโดยไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ไม่อยากเห็นกระบวนการถอดถอนเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญ 50 ยกเลิกไปแล้ว การถอดถอนก็ต้องยุติไปด้วย หากดำเนินการโดยไม่มีหลักนิติธรรมการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
จากนั้น นายพรเพชร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในวันที่ 15 ม.ค. จะครบกำหนดที่ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องยื่นคำแถลงปิดคดี ซึ่งจะยื่นเป็นหนังสือหรือจะแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาก็ได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติให้ตั้งกรรมาธิการซักถาม จำนวน 9 คน ประกอบด้วย พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร พล.อ.ดนัย มีชูเวท นายสมชาย แสวงการ พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายสุธรรม พันธุศักดิ์ นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายพรศักดิ์ เจียรณัย และพ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต เพื่อเป็นตัวแทนซักถาม โดยสมาชิกสนช.สามารถยื่นญัตติคำถามได้ภายในวันที่ 13 ม.ค. ก่อนเวลา 12.00 น. พร้อมนัดประชุมสนช.ในวันที่16 ม.ค. เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้ซักถามคู่กรณีต่อไป







