
รัฐลุยพัฒนานวัตกรรมคลอด3แนวทางกระตุ้นการวิจัย
“ยงยุทธ”เผย“รัฐบาล”ตั้งอนุกรรมการพัฒนานวัตกรรม“ดัน”โครงงานวิจัยขนาดใหญ่“คลอด” 3 แนวทางเร่งด่วนกระตุ้นการวิจัย
“ยงยุทธ”เผย“รัฐบาล”ตั้งอนุกรรมการพัฒนานวัตกรรม“ดัน”โครงงานวิจัยขนาดใหญ่“คลอด” 3 แนวทางเร่งด่วนกระตุ้นการวิจัย
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศครั้งที่ 1/2558 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานว่า ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ผู้นำประเทศให้ความสนใจในเรื่องการวิจัย หวังว่าจะสามารถขับเคลื่อนการวิวัยให้สามารถนำมาใช้ในภาคธุรกิจได้ โดยที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการจัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทย โดยมีตนเป็นประธานเพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการวิจัย ร่วมทำข้อเสนอการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทย และการเชื่อมโยงนวัตกรรมต่างๆของประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ โดยมีเป้าหมายจัดตั้งโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ที่จะรวบรวมการวิจัยของไทย และประสานกับต่างชาติในการพัฒนาระบบสื่อสารการ ใช้ดาวเทียม การขนส่ง เป็นต้น
นายยงยุทธ กล่าวต่อว่า รัฐบาลตั้งเป้าว่าภายในปี 2559 จะมีงบประมาณสำหรับการวิจัยอยู่ที่ร้อยละ 1 ของจีดีพี โดยเป็นส่วนของรัฐร้อยละ 30 คิดเป็นเงินประมาณ 39,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นของเอกชน แต่ขณะนี้งบประมาณสำหรับการวิจัยที่มีอยู่ที่ร้อยละ 0.37 ของจีดีพี เป็นการลงทุนของรัฐร้อนละ 45 คิดเป็นเงิน 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้หวังว่ามาตรการที่ได้มีการสนับสนุนการวิจัยนั้น จะทำให้งบประมาณในการจิวัยเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักวิจัยประมาณ 50,000 คนและทุกๆปีก็มีการสนับสนุนให้เยาวชนได้ศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยประมาณปีละเกือบ 10,000 คน และจากนี้ต้องพัฒนาให้ประเทศมีนักวิจัยเพิ่มมากขึ้น โดยต้องสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ สำหรับมาตรการทั้งหมดจะเน้นให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐ รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และให้มีการรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทยภายใน 1 เดือน
ด้าน นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นายกฯเห็นความสำคัญ ของวิทยาศาสตร์ที่จะนำประเทศไปสู่อนาคตและนำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมของอาเซียน ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการพัฒนาการวิจัยเน้นด่วน 3แนวทาง ประกอบด้วย 1.จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัทที่ทำการวิจัยนำเงินที่ทำการวิจัยมาลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า นั้น เรื่องดังกล่าวได้มีการปรับปรุงกระบวนการด้านสิทธิประโยชน์ โดยจากการพิจารณารายโครงงานมาเป็นพิจารณารายบริษัทเพื่อง่ายต่อบริษัทเอกชนที่จะเข้าร่วม 2.มีการลดหย่อนภาษีให้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ที่นำเงินบริจาคเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยมาลดหย่อนภาษี 2 เท่า3.จัดตั้งคณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผ่านมาวิจัยและผ่านการรับรองภายในประเทศในราคาเกิน100,000 บาท โดยผ่านวิธีพิเศษเพื่อกระตุ้นการวิจัยภายในประเทศ
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศครั้งที่ 1/2558 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานว่า ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ผู้นำประเทศให้ความสนใจในเรื่องการวิจัย หวังว่าจะสามารถขับเคลื่อนการวิวัยให้สามารถนำมาใช้ในภาคธุรกิจได้ โดยที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการจัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทย โดยมีตนเป็นประธานเพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการวิจัย ร่วมทำข้อเสนอการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทย และการเชื่อมโยงนวัตกรรมต่างๆของประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ โดยมีเป้าหมายจัดตั้งโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ที่จะรวบรวมการวิจัยของไทย และประสานกับต่างชาติในการพัฒนาระบบสื่อสารการ ใช้ดาวเทียม การขนส่ง เป็นต้น
นายยงยุทธ กล่าวต่อว่า รัฐบาลตั้งเป้าว่าภายในปี 2559 จะมีงบประมาณสำหรับการวิจัยอยู่ที่ร้อยละ 1 ของจีดีพี โดยเป็นส่วนของรัฐร้อยละ 30 คิดเป็นเงินประมาณ 39,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นของเอกชน แต่ขณะนี้งบประมาณสำหรับการวิจัยที่มีอยู่ที่ร้อยละ 0.37 ของจีดีพี เป็นการลงทุนของรัฐร้อนละ 45 คิดเป็นเงิน 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้หวังว่ามาตรการที่ได้มีการสนับสนุนการวิจัยนั้น จะทำให้งบประมาณในการจิวัยเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักวิจัยประมาณ 50,000 คนและทุกๆปีก็มีการสนับสนุนให้เยาวชนได้ศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยประมาณปีละเกือบ 10,000 คน และจากนี้ต้องพัฒนาให้ประเทศมีนักวิจัยเพิ่มมากขึ้น โดยต้องสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ สำหรับมาตรการทั้งหมดจะเน้นให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐ รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และให้มีการรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทยภายใน 1 เดือน
ด้าน นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นายกฯเห็นความสำคัญ ของวิทยาศาสตร์ที่จะนำประเทศไปสู่อนาคตและนำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมของอาเซียน ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการพัฒนาการวิจัยเน้นด่วน 3แนวทาง ประกอบด้วย 1.จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัทที่ทำการวิจัยนำเงินที่ทำการวิจัยมาลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า นั้น เรื่องดังกล่าวได้มีการปรับปรุงกระบวนการด้านสิทธิประโยชน์ โดยจากการพิจารณารายโครงงานมาเป็นพิจารณารายบริษัทเพื่อง่ายต่อบริษัทเอกชนที่จะเข้าร่วม 2.มีการลดหย่อนภาษีให้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ที่นำเงินบริจาคเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยมาลดหย่อนภาษี 2 เท่า3.จัดตั้งคณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผ่านมาวิจัยและผ่านการรับรองภายในประเทศในราคาเกิน100,000 บาท โดยผ่านวิธีพิเศษเพื่อกระตุ้นการวิจัยภายในประเทศ







