posttoday
มะกันขึ้นดอก-ทุนไหลกลับ ตลาดเกิดใหม่เตรียมตัวตาย

มะกันขึ้นดอก-ทุนไหลกลับ ตลาดเกิดใหม่เตรียมตัวตาย

09 มกราคม 2558

ยืดลมหายใจให้กับภาวะ “เงินถูก” ไปได้อีกพักใหญ่ หลังจากรายงานการประชุมของคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ซึ่งเป็นผู้ถือเข็มทิศในการกำหนดนโยบายการเงินของเมืองลุงแซม เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยที่สุดก่อนหน้าเดือน เม.ย.ปีนี้

ยืดลมหายใจให้กับภาวะ “เงินถูก” ไปได้อีกพักใหญ่ หลังจากรายงานการประชุมของคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ซึ่งเป็นผู้ถือเข็มทิศในการกำหนดนโยบายการเงินของเมืองลุงแซม เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยที่สุดก่อนหน้าเดือน เม.ย.ปีนี้

รายงานการประชุมดังกล่าว สอดรับกับถ้อยแถลงของ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ทางเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจนกว่าจะมีการประชุมกันระหว่างคณะกรรมการอย่างน้อยอีก 2 ครั้ง ซึ่งหมายถึงวาระการประชุมในวันที่ 27-28 ม.ค. และในวันที่ 17-18 มี.ค. หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จะไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในไตรมาสแรกของปีนี้อย่างแน่นอน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยกลบข่าวลือจากการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่า เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ช่วงแรก คือช่วงกลางปี เนื่องจากดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐต่างๆ ล้วนออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือ อัตราการจ้างงานซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีเศรษฐกิจที่เฟดให้น้ำหนัก โดยการจ้างงานภาคเอกชนเมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 ล้านตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม รายงานการประชุมของเฟดฉบับล่าสุดยังเผยให้เห็นว่า เฟดลดการให้น้ำหนักกับตลาดแรงงานและให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวของ “อัตราเงินเฟ้อ” มากขึ้น โดยในรายงานระบุว่า ที่
ประชุมเอฟโอเอ็มซีแสดงความกังวลเกี่ยวกับยูโรโซนที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดครั้งแรกในรอบ 5 ปี ขณะที่เศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่นก็เผชิญภาวะซบเซาเช่นกัน และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาวะการเติบโตของอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเป็นผลจากราคาน้ำมันโลกที่ลดลงอย่างฮวบฮาบจนมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กลายเป็นแรงฉุดเงินเฟ้อทั่วโลกไปด้วย นอกจากนี้ยังเป็นเพราะสัดส่วนความต้องการบริโภคที่ซบเซา

ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่า ที่ประชุมเอฟโอเอ็มซีจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะมั่นใจว่า เงินเฟ้อของเมืองลุงแซมจะกลับมาเติบโตในอัตราที่แข็งแกร่ง

ถึงกระนั้น แม้เฟดจะประกันว่าจะไม่ดำเนินการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 5 ปีภายในไตรมาสแรกของปีนี้อย่างแน่นอน แต่ก็มั่นใจได้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตามทิศทางเศรษฐกิจเมืองลุงแซมที่เริ่มฟื้นตัว ขึ้นอยู่ว่า “ช้า” หรือ “เร็ว” เท่านั้น และหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยก็หมายถึงการเปลี่ยนทิศทางการไหลของทุนโลกให้วกกลับเข้าไปในสหรัฐอีกครั้ง หลังจากที่อยู่ในทิศทางไหลออกมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตปี 2009

ภาวะเงินทุนไหลออกถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังคงต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากต่างชาติเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเพื่อการลงทุนการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) เคยเปิดเผยว่า ยอดเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกในเดือน ธ.ค. 2014 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.79 แสนล้านบาท) โดยความเคลื่อนไหวเกิดจากกรณีที่นักลงทุนดึงทุนกลับไปสหรัฐ เนื่องจากคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่เตี้ยต่ำจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดีขึ้น

แต่ภาวะทุนไหลออกจะถือว่าไม่น่ากลัวเลยหากเทียบผลข้างเคียงอย่างภาวะ “เงินอ่อนค่า” โดยภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นเนื่องจากนักลงทุนจำเป็นต้องแลกสกุลเงินท้องถิ่นที่ถืออยู่กลับเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐเพื่อขนเงินกลับบ้าน ภาวะดังกล่าวจะทำให้เกิดภาวะสกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลงขณะที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น

กรณีดังกล่าวจะปรากฏอย่างรุนแรงในประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักโดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ และยังมีภาวะอย่างอื่นแทรกซ้อนอย่างเศรษฐกิจอ่อนแอ เงินเฟ้อสูง และขาดดุลการค้า อาทิ อินโดนีเซีย อินเดีย ตุรกีแอฟริกาใต้ และบราซิล ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “กลุ่มสกุลเงินเปราะบางทั้ง 5” ซึ่งเคยเผชิญภาวะค่าเงินอ่อนค่าอย่างรุนแรงมาแล้วเมื่อช่วงต้นปี 2014 หลังจากเฟดประกาศลดระดับการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เป็นครั้งแรก

ในอีกมุมหนึ่งค่าเงินที่อ่อนตัวลงอาจเป็นผลดีต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออก เนื่องจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับสินค้าส่งออก อย่างไรก็ตามการที่เงินอ่อนค่าอย่างรุนแรงจะนำมาซึ่งภาวะสั่นคลอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อสูง สินค้าแพงในที่สุด

ภาวะดังกล่าวยิ่งอันตราย โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่จำเป็นต้องนำเข้าพลังงาน เนื่องจากค่าเงินที่อ่อนลงจะทำให้การนำเข้าพลังงานมีราคาสูงขึ้น ซึ่งในฐานะปัจจัยการผลิตที่สำคัญราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าแพงขึ้นทั้งระบบ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเช่นกัน จึงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะดังกล่าวสูงเช่นกัน

สำหรับสหรัฐ การปรับขึ้นดอกเบี้ยมีแต่จะเกิดผลดีกับสหรัฐ โดยนอกจากจะเป็นการดึงทุนที่เคยไหลเวียนอยู่ทั่วโลกกลับมาเพิ่มสภาพคล่องให้สภาพเศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้งแล้ว ยังเป็นการปลดล็อกเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในตลาดหุ้นจากการเก็งกำไรของนักลงทุนให้กลับมาสู่สถาบันการเงินและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง 

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าอำนาจในการควบคุมทิศทางทุนโลกนั้นอยู่ในมือของสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งสหรัฐก็สามารถจะควบคุมการไหลของทุนได้ตามใจ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องจับตามองตอนนี้คือ เมื่อไรเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและมีเงินเฟ้อเติบโตในอัตราที่ดี เพราะนั่นคือสัญญาณว่าสหรัฐกำลังจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

และแน่นอนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จะเป็นการดึงทุนให้ไหลกลับสู่สหรัฐ ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญกับภาวะ “เลือดไหลหมดตัว” จนแห้งตาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท