posttoday
เริ่มหมดหวัง

เริ่มหมดหวัง

09 มกราคม 2558

เฝ้าติดตามการทำงานของแม่น้ำ 5 สายยี่ห้อ คสช.มาโดยตลอด และได้ติติงพร้อมเสนอแนะไปในหลายช่องทางตามประสาผู้หวังดี และเป็นห่วงว่า สุดท้ายแล้วนายกฯ ประยุทธ์และพรรคพวกที่สู้อุตส่าห์เสียสละลงแรงเข้ามาแก้ไขวิกฤตชาติจะล้มเหลว ห่วงว่าจะถูกตราหน้าว่า “เสียของ” เหมือนอย่างรุ่นพี่ๆ ที่แล้วมา

เฝ้าติดตามการทำงานของแม่น้ำ 5 สายยี่ห้อ คสช.มาโดยตลอด และได้ติติงพร้อมเสนอแนะไปในหลายช่องทางตามประสาผู้หวังดี และเป็นห่วงว่า สุดท้ายแล้วนายกฯ ประยุทธ์และพรรคพวกที่สู้อุตส่าห์เสียสละลงแรงเข้ามาแก้ไขวิกฤตชาติจะล้มเหลว ห่วงว่าจะถูกตราหน้าว่า “เสียของ” เหมือนอย่างรุ่นพี่ๆ ที่แล้วมา

หลายเรื่องหลายราวตลอด 7 เดือนของ คสช. และ 4 เดือนของ ครม.ประยุทธ์ เริ่มสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เอาไหนของผู้มีอำนาจ ปัญหามากมายยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่มีการใช้อำนาจ-งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย ที่สำคัญขาดการตรวจสอบ โดยใช้ข้ออ้างว่า ทำทุกอย่างเพื่ออนาคตประเทศไทย ไม่ได้หวังผลประโยชน์สักสลึงเดียว

จริงอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเอาจริงเอาจังกับการทุจริตคอร์รัปชั่น กำชับไม่ให้เกิดขึ้นเด็ดขาด มีการตั้งกรรมการหลายคณะพึ่บพั่บไปหมดเข้ามาควบคุมเพื่อไม่ให้งบประมาณรั่วไหล ถามว่าแม้จะไม่โกง แต่ถ้างบประมาณที่ทุ่มลงไป ไม่ได้ผลสัมฤทธิ์ของงาน ตรงนี้ชาติเสียหายหรือไม่ สำนวน “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ผุดขึ้นมาในสมองทันที

ย้ำไปหลายรอบแล้วว่า สาเหตุสำคัญที่รัฐบาล คสช.ยังไม่สามารถเคลียร์-คัทปัญหาต่างๆ ได้ตามที่สัญญาว่า จะคืนความสุขให้ประชาชนโดยเร็ว ก็เพราะการเลือกหยิบจับใช้คน ไม่ว่าจะเป็น ครม. สนช. สปช. หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนหน้าเดิมๆ ที่มีส่วนในการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในประเทศมาแล้วทั้งนั้น มากน้อยตามสัดส่วนกันไป

คนเหล่านี้อาจจะพูดเป็นต่อยหอย อวดรู้ โชว์ภูมิได้ทุกวี่ทุกวัน แต่หากถามว่า เคยทำอะไรเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้าง ถ้าให้ยกตัวอย่างซักคนละข้อสองข้อ เชื่อว่าเกินกว่าครึ่งไปไม่เป็น ตอบไม่ถูก

เป็นคนกลุ่มเดิมๆ ที่จำกัดความสั้นๆ ว่า “คิดไม่เป็น ทำไม่ได้” พอเรียกมาใช้งานก็อย่าหวังจะได้ผลงานอะไรกลับมาเลย

ดูได้จากการออกคำสั่งของ คสช.หลายฉบับ ที่พอเวลาผ่านไปไม่นานก็ต้องออกคำสั่งใหม่แก้ไขคำสั่งที่ออกมาแล้ว ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ และต้องรู้ว่าคำสั่งตัวเองเทียบเท่ากฎหมาย แต่ทำอย่างกับว่าประเทศไทยเป็นสนามทดสอบอะไรซักอย่าง เรื่องง่ายๆ แค่คิดให้รอบคอบก่อนจะพูดหรือจะสั่งการอะไรก็ยังทำไม่ได้ ทั้งที่มีนักกฎหมายที่ว่ากันว่าชั้นอ๋องทำงานให้

และยังมีเรื่องน่าตลก ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งในฐานะนายกฯ และหัวหน้า คสช. ขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วน ฝ่ายหนุน ฝ่ายต้าน อย่าเพิ่งคัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบไม่ว่าเรื่องใดๆ ขอเวลาให้ทุกฝ่ายได้ทำงานกันก่อน แต่คนในองคาพยพของ คสช.เองกลับมีข่าวเกาเหลาไม่กินเส้นกันให้ได้ยินตลอด หลายครั้งพูดกันไปคนละทิศคนละทาง สร้างความสับสนให้แก่คนฟัง สะท้อนให้เห็นถึงการขาดเอกภาพ-ความสามัคคีในการทำงาน แล้วแบบนี้นายกฯ ประยุทธ์ และ คสช.จะสร้างความสุข ความสามัคคี หรือความปรองดองให้กับประชาชนได้อย่างไร

มาวันนี้งวดเข้าไปเรื่อยๆ กับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะใช้เป็น “กติกาประเทศ” ฉบับใหม่ ก็ดูจะหลงทิศหลงทาง เอาเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับระบบการเมือง ที่ส่อแววจะหาทางลงตัวลำบาก หลายเรื่อง กมธ.ยกร่างฯ ก็หักข้อเสนอคนอื่นเอาเสียดื้อๆ

ขัดแย้งกับที่พูดปาวๆ ว่า พร้อมเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย แต่นี่ข้อเสนอจากคนที่ตัวเองตั้งขึ้นมาเองก็ยังไม่ฟัง เหมือนกับมีธงตั้งไว้ในใจอยู่แล้ว ที่ออกมาเถียงหน้าดำหน้าแดงว่า ไม่พิมพ์เขียวอะไรนั่น นับวันก็ยิ่งฟังไม่ขึ้น เวทีปฏิรูปที่จะไปตั้งเป็นร้อยเป็นพันเวทีทั่วประเทศ ก็ไม่จำเป็นอะไรแล้ว กลายเป็นอีเวนต์ตีปี๊บเปลืองงบประมาณเปล่าๆ และก็เชื่อว่าคงมีชาวบ้านไม่กี่คนที่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วม เพราะต่างก็คิดว่ารัฐธรรมนูญกินไม่ได้ วันนี้เรื่องสำคัญคือ ปัญหาปากท้องที่รอมาตรการแก้ไขจากรัฐบาลมากกว่า

หลายประเด็นที่กำหนดเป็นกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดูทะแม่งๆ ชอบกล ทั้งเรื่องการที่นายกฯ ไม่ต้องเป็น สส. โดยอ้างว่าเผื่อไว้เป็นทางออกยามที่ประเทศประสบวิกฤตในอนาคต แต่ก็ขัดแย้งกับแนวทางการมีส่วนร่วม และให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างที่ท่านนายกฯ พูดบ่อยๆ

อย่างเรื่องจำนวนและที่มา สส. ก็ไม่เข้าใจว่าจะไปหยิบยกสูตรของต่างประเทศมาเพื่ออะไร ที่ผ่านมาทั้งฝรั่งเศสหรืออังกฤษ อะไรต่างๆ ก็ไม่เห็นจะได้ผล วันนี้มี “เยอรมันโมเดล” มาให้ชาวบ้านต้องเกาหัวกันอีก เคยบอกไปแล้วว่าประชาธิปไตยของไทย ก็ควรออกแบบอะไรที่เป็นไทยๆ ศึกษาวิเคราะห์จากบริบทสภาพความเป็นจริงของเราเอง มากกว่าจะไปมองว่า สูตรนี้ดีสูตรนั้นเหมาะกับเรา

ส่วนตัวเห็นด้วยกับการลดจำนวน สส.เขตให้น้อยลง แต่กลับเพิ่ม สส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาเกือบเท่าตัว ดูจะไร้เหตุผลรองรับที่มาที่ไป สรุปผู้แทนฯ ก็จะมีจำนวนใกล้เคียงของเดิม แต่ประชาชนไม่ได้เป็น
ผู้เลือกโดยตรงเท่านั้น เช่นเดียวกับ สว.ที่จะมาจากการสรรหาล้วนๆ ถึง 200 คน เท่ากับขโมยสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชนไปอย่างหน้าตาเฉย เหมือนจงใจจะวางกลไกทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ โดยลิดรอนอำนาจของประชาชนผ่านบัตรเลือกตั้ง

แบบนี้ไม่ต้องมาพูดให้โก้หรูว่า จะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางหรอก

เหมือน กมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้ประมวลปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งโจทย์ในการทำงาน แต่ถือโพยคำตอบที่มีคนยัดมาให้ไว้อยู่ในมือ เป็นโพยคำตอบที่ไม่ได้หวังให้ผลประโยชน์ตกมาถึงประชาชนและประเทศชาติ แต่จะตกไปถึงคนบางกลุ่มเท่านั้น

สุดท้ายนี้ต้องขออนุญาตบอกว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ขณะนี้ จะสร้างความแตกแยกร้าวฉานใหักับสังคมไทย มากขึ้นและมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และหรือฉบับ 2540 เพราะประเทศชาติจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างใหม่นี้เลย และจะมีก็เพียงคนไม่กี่คนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะถูกหลอกเช่นที่ผ่านมา เหมือนการร่างรัฐธรรมนูญแทบทุกครั้ง

อีกนานแค่ไหน ประเทศไทย คนไทย จะมีความสุข มั่นคง ยั่งยืนอย่างที่ท่านผู้นำบอกจริงๆ เสียที

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท