
เสื้อแดงแค่คำราม มุขปรองดองจุดไม่ติด
ออกอาการสัญญาณระส่ำ ถึงขั้นขู่จะ “ล่มเรือแป๊ะ” หาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีอันต้องถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนพ้นตำแหน่งจากข้อหาปล่อยให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว
ออกอาการสัญญาณระส่ำ ถึงขั้นขู่จะ “ล่มเรือแป๊ะ” หาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีอันต้องถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนพ้นตำแหน่งจากข้อหาปล่อยให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว
เรียกได้ว่าเป็น “สูตรสำเร็จ” ของขั้วอำนาจเก่ากับการนำ “มวลชน”มาเป็น “ตัวช่วย” เพิ่มแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้าม หรือองค์กร หน่วยงานต่างๆที่ต้องคิดหนักขึ้น
ดังจะเห็นตัวอย่างจากเมื่อครั้งปิดล้อมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคเพื่อไทย หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีทั้งปลุกระดมมวลชนข่มขู่กดดันควบคู่ไปกับกระบวนการ
ดิสเครดิต ทั้งบนดิน ใต้ดิน
แม้การถอดถอนรอบนี้จะต้องใช้เสียงถึง 3 ใน 5 หรือ 132 จาก 220 เสียง แต่ท่ามกลางภาวะบ้านเมืองอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ คสช. แถม สนช.ชุดนี้ยังปรากฏสัดส่วนตัวแทนจาก “กองทัพ” เข้ามาทำหน้าที่จำนวนมาก หากจะถอดถอนจริงๆ ย่อมง่ายกว่าสภาวะปกติ
แต่กระแสปรองดองระหว่าง คสช. และเพื่อไทยดูจะมาแรงและถูกขยายผลมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และเป็นแกนนำ นปช. ออกมาเน้นประเด็นสมานฉันท์ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่แก้แค้น พร้อมตบท้ายด้วยบทโหด
“ปฏิกิริยามวลชนกลัวว่าถ้าทำไม่ถูกต้อง กลัวว่าจะมีการล่มเรือแป๊ะ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ จะเกิดในอนาคต เป็นความอยุติธรรม เราบอกชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ โครงการรับจำนำข้าว คุณยิ่งลักษณ์มาทำให้เป็นกิจจะลักษณะ ก่อนหน้าไม่มีใครช่วยจริง มีแต่คุณยิ่งลักษณ์ที่มาช่วยจริงจัง กลัวว่าถ้าอยุติธรรมจะมีคนลุกขึ้นมาล่มเรือแป๊ะ เหมือนตุลา 2516 ...
ทหารต้องอยู่ในร่องในรอย เคยพูดอะไรไว้ก็ทำตามนั้น ให้ความยุติธรรม ถ้าไม่มีความยุติธรรมบ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้”
แต่แน่นอนว่าสัญญาณนี้ยังเป็นได้เพียงแค่การข่มขู่ และจุดกระแสติดได้ยาก ในภาวะที่ยังมีเสียงในสังคมอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องการให้เดินหน้าเอาผิดยิ่งลักษณ์แบบสุดซอย
หากปล่อยให้เป็นเพียงแค่มวยล้มต้มคนดู อาจส่งผลให้แนวร่วมที่เคยสนับสนุน คสช. ต้องถอยห่างออกไปจนเสถียรภาพของ คสช.ง่อนแง่นมากขึ้น
ที่สำคัญ เวลานี้บ้านเมืองยังปกคลุมไปด้วย “กฎอัยการศึก” ลำพังแค่ชาวบ้านที่เดือดร้อนจากปัญหาปากท้อง ผลกระทบที่ทำกินจากนโยบายของรัฐบาลเอง จะเคลื่อนไหวให้รัฐบาลช่วยเหลือยังทำได้ยาก ดังนั้น คงไม่ต้องไปพูดถึงกลุ่มการเมืองจะปลุกระดมมวลชนออกมาเคลื่อนไหว
จะเห็นว่าหลังยึดอำนาจ คสช. พยายามตัดตอนไม่ให้กลุ่มการเมืองต่างๆ มีการเคลื่อนไหวทั้งบนดิน ใต้ดิน ด้วยการเรียกแกนนำทั้งส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น มาคุมตัวปรับทัศนคติ จนหลายคนที่ออกมา
กลับท่าทีเป็นหนังคนละม้วนกับก่อนรัฐประหาร
ไม่ต้องพูดถึง “เจ้าภาพ” หรือ “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่จะหาตัวตั้งตัวตีมาทำงานมวลชน เพราะนอกจากจะถูกประกบติดจนยากจะเคลื่อนไหวใดๆ แล้ว บรรดาแผลที่สุ่มเสี่ยงจะถูกไล่เช็กบิลภายหลัง ย่อมสะกดไม่ให้แกนนำกล้าทำอะไรท้าทายอำนาจ คสช.
ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังส่งสัญญาณปรามไม่ให้พลพรรคออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะเป็นปัญหาต่อการบริหารงานของ คสช.
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลัวจะถูกโบ้ยความผิดมาให้คนเสื้อแดง หากการบริหารงานของรัฐบาล คสช.ล้มเหลวในอนาคต หรือหวังผลรอกระแสตีกลับกลายเป็นกระแสเห็นใจถูกมองว่าเป็นฝ่ายถูกกลั่นแกล้ง เพราะรู้อยู่แล้วว่าอุปสรรคทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาที่จะตามมาหลังกระบวนการปฏิรูปและร่างรัฐธรรมนูญที่เต็มไปด้วยประเด็นขัดแย้ง ย่อมฉุดให้รัฐบาลและ คสช.มีแต่ปัญหาในอนาคต
ไม่ต้องเปลืองแรงมากมาย แค่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ปรากฏการณ์ที่คนเสื้อแดง หรือเพื่อไทย ออกมาทำท่าฮึดฮัดข่มขู่ สนช. หยิบยกประเด็นใหญ่อย่างเรื่อง “ปรองดอง” มาเป็นข้ออ้างสำคัญ จึงเป็นได้เพียงแค่การข่มขู่ ยากจะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ทว่า ที่อาจจะเป็นมุขเดิมๆ ที่หยิบยกมาคั่นเวลาระหว่างรอให้การถอดถอนเป็นไปตามยถากรรม เพราะรู้อยู่แล้วว่าการไปเปิดศึกกับ คสช.คงยากจะเอาชนะได้







