
50 เสียง ภูมิใจไทย ระวังงูเห้าคืนสนอง?
8...ทีมข่าวการเมือง
ภายหลังสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทำให้บรรยากาศทางการเมืองของไทยจาก
“การเมืองนอกสภา” กลับเข้าสู่สภาวะ “การเมืองในระบบสภา” อีกครั้งโดยคู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายได้ใช้โอกาสของเวทีสภา ตั้งแต่การประชุมงบประมาณและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สอบถามและชี้แจงถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินอย่างครบถ้วน
ขณะเดียวกัน ผลของความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ในระยะนี้ได้ส่งผลให้พรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ประสบกับความบอบช้ำทางการเมืองอย่างสูง
ฝ่ายแรก ต้องเผชิญกับข้อกังขาเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กระชับพื้นที่ ส่วนฝ่ายหลังถูกครหาว่ามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนคนเสื้อแดง ซึ่งได้รับผลกระทบแล้วจากความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง สข. กรุงเทพฯ
ในเมื่อพรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าวกำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหนักทำให้เป็นโอกาสของ
“พรรคการเมืองที่สาม” ในพรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสสยายปีกในทางการเมืองเพื่อเข้ามาเป็นตัวเลือกทางการเมืองในอนาคตโดยตอนนี้มีการจับตามองไปที่
“พรรคภูมิใจไทย” เพราะตอนนี้มีความพยายามอย่างสูงจากแกนนำระดับ “เนวิน ชิดชอบ” ในการสะสมเสบียงกรังและพวกนักเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในพรรคอย่างมาก โดยเฉพาะกับปรากฏการณ์ล่าสุดจากการดูด สส.พรรคเพื่อแผ่นดินมาจำนวนหนึ่ง พร้อมประเคนเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ ให้กับ “ไชยยศ จิรเมธากร” เบ็ดเสร็จมีรัฐมนตรีในคอนโทรล 9 ตำแหน่ง“
วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงสนับสนุนในสภามากกว่า 50 เสียงแล้ว แม้เราจะมีเสียงมากก็ไม่ใช่การมาต่อรองตำแหน่งใดๆ กับรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม เสถียรภาพรัฐบาลจะแน่นขึ้น วันนี้เราเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมากกว่า” คำแถลงของ ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคเห็นแบบนี้แล้วด้านหนึ่งอาจดูเหมือนว่ากราฟชีวิตของพรรคภูมิใจไทยกำลังทะยานขึ้นสูง ทั้งๆ ที่เพิ่งตั้งพรรคมาได้ประมาณปีกว่าๆ เท่านั้น
สำหรับโครงสร้างของพรรคภูมิใจไทย สามารถ แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ 1.สส.ในนามนิตินัย และ 2.สส.ในนามพฤตินัย โดยในส่วนแรกประกอบด้วย สส.ที่มีตราประทับทางกฎหมายว่าเป็นพรรคภูมิใจไทยจำนวน 32 คน ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัด
“เพื่อนเนวิน” และ “กลุ่มมัชฌิมา” ส่วน สส.ในทางพฤตินัยจะมาจาก สส. พรรคอื่นๆ ที่มาร่วมกิจกรรมกับพรรค อาทิ พรรคเพื่อไทย บ้านริมน้ำ + กลุ่มไชยยศจากเพื่อแผ่นดิน และพรรคประชาราชจำนวนหนึ่ง เป็นต้นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองนี้มีกลุ่มการเมืองหลั่งไหลเข้ามามากนั้น ส่วนหนึ่งมาจากมูลค่าทางการเมืองของพรรค เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยคุมงาน 3 กระทรวงสำคัญ ทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ มหาดไทย พาณิชย์ คมนาคม รวมไปถึงตำแหน่งประธานรัฐสภา ซึ่งถือว่าเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอีกตำแหน่ง พร้อมกับกลุ่มทุนจำนวนมากที่เข้ามาให้การสนับสนุน ที่เห็นชัด คือ กลุ่มซิโนไทย
บวกกับบทบาทการต่อรองทางการเมืองที่ผ่านมาของพรรคภูมิใจไทยสามารถเข้าไปอยู่ในสถานะ
“ผู้มีอำนาจเหนือนายกรัฐมนตรี” หลายครั้ง เลยยิ่งเป็นแรงบวก เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้บรรดา สส.จากหลายสังกัดเข้ามาศิโรราบกับภูมิใจไทยแต่เอาเข้าจริงมันเป็นการโตจากเล็กไปหาใหญ่ หรือจากใหญ่ไปหาเล็ก
ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างพรรคเองมีสภาพเป็นกลุ่มก๊วนมากเกินไป ประมาณ 45 กลุ่ม เทียบกับ สส. ราว 50 คน ถ้าการประนีประนอมภายในพรรคสามารถหาจุดลงตัวได้ก็ดีไป แต่วันหนึ่งไม่สามารถหาดุลยภาพได้ปัญหาจะตามมาอย่างมหาศาลทันทีเช่นกัน
เหมือนกับที่มีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นพรรคที่ผ่านการเลือกตั้งใหญ่และได้ สส. ถึง 32 คน แต่เมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ลงตัว เพราะปล่อยให้มีกลุ่มก๊วนมากเกินไป ผลสุดท้ายก็ลงเอยด้วยสภาพ
“แพแตก” อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หรือแม้แต่พรรคชาติไทยสมัยหนึ่งที่เคยมี สส.แตะหลักร้อย แต่เมื่อเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัว พรรคก็แตกกระซ่านกระเซ็นมาแล้วในกรณีของพรรคภูมิใจไทยอาจจะมีข้อโต้แย้งได้ว่ามี
“เนวิน ชิดชอบ” เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในพรรค ทำให้สามารถเข้ามาเป็นตัวกลางเพื่อเข้ามาประสานกลุ่มการเมืองในพรรคไม่ให้ออกอาการงอแงเมื่อมีอะไรไม่ได้ดั่งใจ ต่างจากพรรคเพื่อแผ่นดินที่ไม่มีบุคคลที่มีศักยภาพพอที่จะสามารถทำได้แบบเนวินทฤษฎีนี้อาจจะเป็นจริงได้เฉพาะในอายุรัฐบาลชุดนี้ เพราะวันนี้เนวินยังกุมอำนาจรัฐและเงินไว้จำนวนมาก แต่ถ้าวันใดเมื่อการเมืองกลับไปนับหนึ่งใหม่ด้วยการเลือกตั้ง และผลออกมาพรรคภูมิใจไทยต้องเสียพื้นที่ทางการเมืองในภาคอีสานบางส่วนให้กับพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยไป ซึ่งหมายถึงจำนวน สส.ที่ควรจะได้ลดน้อยลงจนยากต่อการสร้างอำนาจต่อรองได้
แบบนี้ย่อมส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของขุมกำลังในพรรคอย่างแน่นอน
ถึงวันนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่พวกนักเลือกตั้งก็จะกลับไปหาบ่อน้ำแห่งใหม่ ที่เพียบพร้อมด้วยทรัพยากรเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดทางการเมืองได้
เช่นกลับไปซบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหมือนเมื่อครั้งที่พรรคภูมิใจไทยเคยทำกับพรรคเพื่อไทยมาแล้ว โดยอย่าลืมว่าในเมื่อ สส.เหล่านี้ที่เคยสามารถหักหลังทักษิณก็ย่อมหักหลังเนวินได้เช่นกัน บนบริบทการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
ดังนั้น แม้ว่าระดับการเติบโตของพรรคภูมิใจไทยในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีทิศทางที่ดี แต่ด้วยโครงสร้างของพรรคและที่มาของ สส. ซึ่งประหนึ่งมาจากงูเห่า ไม่เป็นเครื่องการันตีได้เลยว่าพรรคภูมิใจไทยภายใต้โครงสร้างแบบนี้จะสามารถรอดพ้นจากสภาพแพแตกไปได้หากยังไม่มีการแก้ไข







