posttoday
สนช.ถกเดือด! ถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์"

สนช.ถกเดือด! ถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์"

08 มกราคม 2558

สนช.ถกถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์" ชัชวาลย์เสนอประชุมลับ "นิคม"ฉะปปช.กล่าวหาเลื่อนลอย "วิชา" ย้ำ ศึกนี้ชี้ชะตาประเทศไทย

สนช.ถกถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์" ชัชวาลย์เสนอประชุมลับ "นิคม"ฉะปปช.กล่าวหาเลื่อนลอย "วิชา" ย้ำ ศึกนี้ชี้ชะตาประเทศไทย

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 58การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อดำเนินการกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของสว.โดยมิชอบ ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่การประชุมในเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่าพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ สมาชิกสนช. และปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ขอเสนอให้สนช.ดำเนินการประชุมลับ

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังมีมวลชนสองฝ่ายอยู่ หากให้ประชุมโดยเปิดเผย อาจจะก่อให้เกิดความไม่สงบ กระทบกระเทือนให้เกิดคลื่นใต้น้ำตามมาได้ ดังนั้นเพื่อคุ้มครองประ โยชน์ของสาธารณะขอเสนอญัตติให้การประชุมถอดถอนครั้งนี้เป็นการประชุมลับ

ต่อมาได้สมาชิกสนช.จำนวนมากนำโดยนายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิกสนช.และอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า การปฏิบัติที่ผ่านมาวุฒิสภาไม่เคยให้มีการประชุมลับ เพราะการประชุมลับจะส่งผลให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้น โดยเฉพาะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจะเสียเปรียบ ไม่มีโอกาสชี้แจงข้อกล่าวหาให้สาธารณะทราบได้

เช่นเดียวกับ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช. อภิปรายเรียกร้องให้พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ทบทวนเรื่องการขอประชุมลับว่า การประชุมลับของสนช.จะไม่ต่างอะไรกับการปิดหู ปิดตาประชาชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ในทางกลับกันถ้าสนช.ทำหน้าที่อย่างถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น จึงขอให้ถอนญัตติขอประชุมลับออกไป มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อที่ประชุมสนช.

ทว่า พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ยังยืนยันจะขอให้สนช.มีมติเพื่อจัดให้มีการประชุมลับ จากนั้นนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ได้สั่งให้ที่ประชุมลงมติ ซึ่งที่สุดแล้วสนช.มีมติเสียงข้างมาก 107ต่อ70เสียงให้สนช.ประชุมพิจารณากระบวนการถอดถอนแบบเปิดเผย โดยมีสมาชิกสนช.จำนวน 19 คนใช้สิทธิงดออกเสียง

ถัดมานายพรเพชร ได้เริ่มพิจารณากระบวนการถอดถอนโดยเริ่มจากกรณีของนายนิคม  ซึ่งนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.ได้แถลงเปิดคดีและข้อกล่าวหาว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 จะไม่ได้ระบุเรื่องการถอดถอนไว้ แต่ในมาตรา 5 เปิดให้มีการวินิจฉัยให้เป็นไปตามประเพณีการปกครอง และมาตรา 11 ให้อำนาจสนช.เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยไว้ ดังนั้นกระบวนการถอดถอนจึงต้องเดินไปตามหลักการเมืองการปกครองที่เคยมี

นายวิชา กล่าวว่า ส่วนข้อห่วงกังวลว่าการถอดถอนจะทำให้กระทบต่อการปฏิรูปประเทศและการปรองดอง นั้น ส่วนตัวมีความเห็นตรงกันข้ามว่า กระบวนการถอดถอนจะทำให้สังคมได้รับความเชื่อมั่น ศรัทธา ทำให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นหลักเริ่มต้นให้ประเทศใสสะอาด

นายวิชากล่าวว่า จากการไต่สวนของป.ป.ช.พบว่า นายนิคมในฐานะอดีตรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว. ในวาระ 2  มาตรา 5 มาตรา 7 และมาตรา 11 ใช้อำนาจประธานที่ประชุมสั่งปิดการอภิปรายตามที่ญัตติสมาชิกเสนอมา ทั้งที่ยังมีผู้ขอแปรญัตติและเสนอความเห็นเหลืออีกจำนวนมาก แม้จะมีสมาชิกทักท้วงเป็นจำนวนมาก แต่นายนิคมยืนยันใช้อำนาจสั่งปิดอภิปราย ให้มีการลงมติในหลายครั้ง ถือเป็นการตัดสิทธิไม่ให้สมาชิกได้อภิปรายแสดงความเห็น ซึ่งป.ป.ช.เห็นว่า การใช้ดุลยพินิจปิดอภิปราย โดยไม่ฟังเสียงข้างน้อย เป็นการรวบรัด ใช้อำนาจโดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ต่อเสียงข้างมาก ขัดต่อหลักนิติธรรมที่เป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตาม

นายวิชา กล่าวว่า การที่นายนิคมอ้างว่า เมื่อมีผู้เสนอญัตติให้ปิดอภิปราย ในฐานะประธานที่ประชุม จะดำเนินการอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากขอมติจากที่ประชุมนั้น เห็นว่า ประธานที่ประชุมต้องมีความรอบคอบ ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากเห็นว่าญัตติที่เสนอไม่ถูกต้อง ย่อมใช้ดุลยพินิจดำเนินการแก้ปัญหาได้หลายวิธีเช่น การพักการประชุมให้วิปสามฝ่ายหารือกัน การขอให้ถอนญัตติที่เสนอ ดังนั้นข้ออ้างของนายนิคมจึงรับฟังไม่ได้ ป.ป.ช.จึงมีมติเห็นว่า การกระทำของนายนิคมมีมูลความผิด ฐานส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี50 มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 291 อันเป็นมูลเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 270 และ 272 ยืนยันว่า มติของป.ป.ช.เป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีความมุ่งร้าย โค่นล้มบุคคลใด 

ขณะที่ นายนิคม แถลงโต้แย้งข้อกล่าวของป.ป.ช.ว่า การมาชี้แจงในครั้งนี้ก็เพื่อศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะถ้าฝ่ายนิติบัญญัติถูกหลบหลู่จะส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานออกฎหมายไม่ได้ การอภิปรายของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นเอกสิทธิเด็ดขาด ใครจะมาฟ้องร้องไม่ได้ สำหรับข้อกล่าวหาในเรื่องการปิดประชุมรัฐสภานั้นยืนยันว่าการควบคุมการประชุมรัฐสภาที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจในฐานะประธานที่ประชุมเพื่อประนีประนอมให้การประชุมเดินหน้าไปได้ด้วยความเรียบร้อย เช่น การเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาในขณะนั้นที่ได้เสนอคำแปรญัตติที่ไม่ต้องการให้มีสว.เลือกตั้งได้สิทธิอภิปรายแสดงความคิดเห็น ทั้งที่สมาชิกรัฐสภากลุ่มดังกล่าวได้ดำเนินการขัดหลักการและผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เป็นต้น

“การอภิปรายในขณะนั้นพบว่ามีการอภิปรายนอกประเด็นเป็นจำนวนมาก เกิดการประท้วง ใช้เวลาการประชุมจำนวนมาก เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ผมทำหน้าที่ประธานการประชุมก็ต้องควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย เป็นเวรกรรมที่ผมอยู่ในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง ที่ผ่านมาทำงานยึดข้อบังคับการประชุมมาตลอดและไม่ได้มีอคติ ถ้าผมมีอคติจริงผมคงไม่เสนอเรื่องที่มีคนกล่าวหาผมไปยังป.ป.ช.หรอกครับ ผมเป็นสุภาพบุรุษพอ” นายนิคม กล่าว

อดีตประธานวุฒิสภา ชี้แจงเพิ่มว่า เวลานั้นมีการเสนอให้พักประชุม เพื่อให้คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ไปประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออกมาว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การประชุมรัฐสภาในขณะนั้นเดินหน้าต่อไปได้ แต่ในฐานะประธานควบคุมการประชุมไม่สามารถกระทำอย่างนั้นได้ เพราะการเสนอปิดอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา เป็นเอกสิทธิของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

"ผมน้อมรับคำตัดสินของสนช. แม้ว่าคำตัดสินนั้นจะไม่อยู่บนพื้นฐานหลักกฎหมาย เพราะผมผิดตามรัฐธรรมนูญ2550 แต่เวลานี้มีคำสั่งคสช.ยกเลิกรัฐธรรมนูญไปแล้ว แต่ไม่เป็นไร ท่านจะวินิจฉัยอย่างไรผมน้อมรับ แต่ผมต้องรักษาสถาบันนิติบัญญัติแห่งนี้ไว้ ไม่ให้ใครมาย่ำยี ที่นี่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อะไรที่เป็นธรรมก็ต้องเป็นธรรม  อะไรที่เป็นจริงก็เป็นจริง อะไรที่ไม่เป็นจริงก็จะปรากฏกับผู้ที่กล่าวโทษผมไม่เร็วก็ช้า ผมขอความกรุณาพวกท่านได้ใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุมีผลที่จะไม่ถอดถอนผม ถึงแม้ผมจะมาจากวุฒิสภา ท่านมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่เราอาชีพเดียวกัน คือ อาชีพการออกกฎหมาย เราต้องพิทักษ์และปกป้องเอาไว้ ถ้าให้องค์กรมากล่าวล่วงมากล่าวหานั้นถามว่าชีวิตท่านจะมีความปลอดภัยในอนาคตหรือไม่ วันดีคืนดีท่านอาจมายืนอย่างผม ดังนั้น ขอวิงวอนว่านี่ความเป็นจริงทั้งหมด" นายนิคม กล่าว

จากนั้นนายพรเพชร อนุญาตให้นายวิชา แถลงเปิดคดีการถอดถอนนายสมศักดิ์ โดยมีเนื้อหาพอสังเขปว่า เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2556 ก่อนที่นายสมศักดิ์ จะได้ลงนามเพื่ออนุญาตบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.ผู้เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มอบหมายให้ผู้ช่วยของตนรำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับไปเปลี่ยนกับร่างฉบับเดิมซึ่งนายอุดมเดช และคณะจำนวน 315 คน เป็นผู้เสนอเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2556 โดยมีการแก้ไขหลักการ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวให้สว.สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันกันโดยไม่ต้องเว้นวรรค แม้จะอ้างว่าหลักการของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวคือการให้สว.มาจากการเลือกตั้ง 200 คน ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรากฏอยู่ในส่วนของทั้งหลักการและเหตุผลเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญที่สมาชิกรัฐสภาได้ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ข้ออ้างของนายสมศักดิ์ที่ว่าเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถกระทำได้ โดยได้ถามเจ้าหน้าที่แล้วไม่อาจรับฟังได้ การกระทำของนายสมศักดิ์ ดังกล่าวถือว่าเป็นกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

"เรื่องของคุณนิคมและคุณสมศักดิ์ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยในด้านการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตมิได้กำหนดการทุจริตไว้เฉพาะเรื่องการรับสินบนหรือการทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น แต่ยังได้กำหนดถึงการประพฤติมิชอบอันขัดต่อหลักจริยธรรมหรือหลักคุณธรรมด้วย" นายวิชา กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ไม่ใช้สิทธิมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาถอดถอนของป.ป.ช.ต่อที่ประชุมสนช.แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่รวบรวมประเด็นซักถามจากสนช. จำนวน 9 คน โดยกำหนดให้สมาชิกสนช.เสนอประเด็นข้อซักถามได้ถึงวันที่ 12 ม.ค. ขณะเดียวกันยังกำหนดให้ตัวแทนป.ป.ช.และนายนิคมยื่นคำแถลงปิดคดีต่อสนช.ภายในวันที่ 20 ม.ค.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท