posttoday
ขยายถนนธนะรัชต์ ทำไม...ทำไม....ทำไม

ขยายถนนธนะรัชต์ ทำไม...ทำไม....ทำไม

14 มิถุนายน 2553

....อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

การขยายถนนธนะรัชต์สู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และทำให้มีการตัดต้นไม้ริมทางไปแล้ว 128 ต้น เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งธรรมดาบทความของคณาจารย์จากนิด้าจะพยายามไขข้อสงสัยในเรื่องต่างๆ ให้กับสังคม แต่บทความนี้คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่กลับจะเป็นการตั้งคำถามว่า ทำไม...ทำไม...ทำไม... เพื่อท่านผู้อ่านจะได้ไปทำการบ้านต่อและลองหาคำตอบกันเอาเองนะครับ โดยผมขอตั้งประเด็นคำถามไว้ 4 ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่หนึ่ง การขยายถนนธนะรัชต์ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงว่าได้ทำประเทศสูญเสียต้นไม้ขนาดใหญ่ และทำให้สภาพ “อุโมงค์ต้นไม้” สองข้างทางขึ้นเขาใหญ่สูญหายไป นำมาสู่ปัญหาโลกร้อนและการทำลายระบบนิเวศ จิตสำนึกของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องหายไปไหนหมด ณ วันนี้ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ได้มีคำสั่งระงับโครงการดังกล่าวไว้ก่อน และยังมีองค์กรต่างๆ มากมายที่ล้วนมีจิตสำนึกที่แรงกล้าเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูสภาพป่ากลับคืนมา ในประเด็นนี้ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพียงนิดเดียวครับว่า ปัจจุบันประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องประมาณปีละ 1 ล้านไร่ด้วยน้ำมือของผู้มีอิทธิพลบ้าง ผู้ลักลอบตัดไม้บ้าง เกษตรกรที่ทำไร่บนพื้นที่สูงบ้าง ซึ่งปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นการทำลายระบบนิเวศของประเทศอย่างรุนแรง แต่ไฉนกลับไม่มีผู้ใดให้ความสนใจปัญหานี้เช่นเดียวกันกับปัญหาการขยายถนนธนะรัชต์

แต่พอมีประเด็นเรื่องการสูญเสียต้นไม้ริมถนนธนะรัชต์เพียง 128 ต้นเท่านั้น กลับกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งได้แทบทุกวัน แม้กระทั่งท่านนายกฯ เองที่ไม่เคยสนใจไยดีกับปัญหาการสูญเสียป่าไม้ของไทยที่เกิดขึ้นปีละ 1 ล้านไร่ แต่ทำไมวันนี้เกิดจะมาเอาจริงเอาจังกับการสูญเสียต้นไม้ 128 ต้นละครับ อย่างนี้มันเป็นสองมาตรฐานหรือเปล่าครับ...เจ้านาย แม้กระทั่งพวกองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ผมก็ไม่เคยเห็นพวกเขามีจิตสำนึกแม้แต่นิดเดียวที่จะไปต่อต้านเกษตรกรบนพื้นที่สูงที่ตัดต้นไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพดส่งโรงงานอาหารสัตว์ แต่ทำไมคนพวกนี้เกิดมีจิตสำนึกขึ้นมาอย่างแรงกล้ากับต้นไม้ 128 ต้นละครับ ทำไม...ทำไม...ทำไม

ประเด็นที่สอง การขยายถนนธนะรัชต์เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มและสร้างความไม่พอใจให้กับคนบางกลุ่มพร้อมๆ กัน ชาวบ้านเจ้าของที่ดินริมถนนธนะรัชต์จะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการขยายถนน เพราะการมีถนน 4 ช่องทางจราจรจะทำให้ราคาที่ดินริมถนนสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม นักท่องเที่ยวโดยทั่วไปจะเสียประโยชน์จากการขยายถนนเพราะจะไม่มีอุโมงค์ต้นไม้ให้ชมอีกต่อไปแล้ว ประเด็นคือภาครัฐควรจะเอาใจใครดีครับ ระหว่างชาวบ้านริมถนนธนะรัชต์หรือนักท่องเที่ยว ทำไมชาวบ้านริมถนนธนะรัชต์ต้องสูญเสียโอกาสในการมีที่ดินที่มีมูลค่าสูงขึ้นเพราะรัฐต้องการเอาใจนักท่องเที่ยวด้วยการสงวนต้นไม้ 128 ต้นเอาไว้ หากเราสามารถสงวนต้นไม้ 128 ต้นนี้ไว้ได้ นักท่องเที่ยวที่มีความสุขกับการขับรถลอดอุโมงค์ต้นไม้จะยอมจ่ายเงินชดเชยให้กับชาวบ้านริมถนนธนะรัชต์ในการที่พวกเขาช่วยสงวนต้นไม้เหล่านี้ไว้มั้ยครับ คำตอบก็คือไม่ ดังนั้นคำถามคือ ทำไมชาวบ้านริมถนนธนะรัชต์ต้องเป็นผู้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจแต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเสพสุขกับอุโมงค์ต้นไม้ 128 ต้นได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแต่ประการใด ทำไม...ทำไม...ทำไม

ประเด็นที่สาม กรมทางหลวงคงต้องใช้งบประมาณให้หมดก่อน 30 ก.ย.นี้ มิฉะนั้นอาจต้องคืนงบประมาณให้สำนักงบประมาณไป เรื่องนี้ผมเข้าใจเพราะระบบงบประมาณของไทยเป็นระบบที่ต้องเร่งใช้เงินให้หมดทุกปี หน่วยงานใดที่ประหยัดงบประมาณได้ก็จะมีความผิด เพราะจะถูกกล่าวหาว่าเบิกจ่ายช้าบ้าง ใช้เงินไม่เป็นไปตามเป้าหมายบ้าง เพราะฉะนั้นการใช้เงินให้หมดกระเป๋าทุกปีจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหน่วยงานราชการ แต่คำถามคือในประเทศไทยนี้เราไม่มีถนนสายอื่นอีกแล้วหรือครับที่มีสภาพทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อ เด็กๆ เดินทางไปโรงเรียนลำบาก เป็นอันตรายต่อผู้สัญจรไปมา โดยเฉพาะในฤดูฝน โดยเงินจำนวน 69 ล้านบาทนี้ หากนำไปปรับปรุงถนนสายอื่นๆ จะให้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าที่จะเอามาขยายถนนธนะรัชต์มั้ยครับ หรือเป็นเพราะถนนสายอื่นที่เป็นหลุมเป็นบ่อไม่มีต้นไม้ใหญ่ 128 ต้น ให้ ออป.ไปตัดครับ ขณะนี้สังคมสงสัยครับว่าทำไมต้องใช้เงิน 69 ล้านบาท กับการขยายถนนธนะรัชต์ ทั้งๆ ที่ความจำเป็นนั้นไม่ค่อยมีเลย ทำไม...ทำไม...ทำไม

ประการที่สี่ การขยายถนนของกรมทางหลวงดูเสมือนว่าจะไม่สนใจไยดีกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่าที่ควร เช่น ไม่สนใจที่จะล้อมต้นไม้ใหญ่ไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป หรือในบางกรณีการตัดถนนก็มิได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบถนนเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก เพราะหากขาดความรอบคอบแล้ว การสร้างถนนในบางพื้นที่อาจกลายเป็นสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่จะตามมา เช่น ปัญหาน้ำท่วมหรือปัญหาการตกตะกอนดิน เป็นต้น แต่ผมได้พยายามสอบถามข้อมูลมา และพบว่ากรมทางหลวงเองอาจจะอยากสร้างถนนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การสร้างถนนดังกล่าวคงต้องใช้งบประมาณที่สูงขึ้น เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ในการของบประมาณประจำปีนั้น สำนักงบประมาณก็ดี หรือกรรมาธิการงบ ประมาณของสภาผู้แทนราษฎรก็ดี อาจปฏิเสธการให้งบประมาณกับกรมทางหลวงเพื่อดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพราะว่างานด้านสิ่งแวดล้อมนั้นมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวง และหากกรมทางหลวงนำงบประมาณไปใช้เพื่อการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ท่านอธิบดีกรมทางหลวงก็อาจถูก สตง. ตรวจสอบและกล่าวหาได้ว่าใช้เงินไม่ตรงกับภารกิจหลักของกรมทางหลวง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ท่านอธิบดีก็อาจมีความผิดได้ เมื่อวิธีการทำงานของระบบราชการไทยเป็นเสียแบบนี้ ทุกคนจึงนิยมที่จะทำงานตามตัวอักษรโดยไม่เอาเหตุและผลเป็นที่ตั้ง หรือไม่เอาผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง คำถามคือทำไมการทำงานของหน่วยราชการจะต้องเป็นไปในลักษณะที่อิงกับกฎหมายเป็นหลัก กฎหมายเขียนไว้ให้ทำอะไรก็จะทำงานเท่าที่กฎหมายเขียนไว้เท่านั้น อะไรที่อยู่นอกเหนือภาระหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ก็จะไม่มีใครอยากทำ ทำไม...ทำไม...ทำไม และหากเป็นกันแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่เราจะมีการบริหารจัดการแบบบูรณาการได้ละครับ

ผมคิดว่ากรณีการขยายถนนธนะรัชต์ ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียต้นไม้ใหญ่ 128 ต้นนั้น เป็นเพียงอาการของปัญหาเท่านั้นครับ ต้นตอปัญหาที่แท้จริงคือการที่ภาครัฐไม่สนใจกับปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างแท้จริง ไม่สนใจกับปัญหาความเป็นธรรมในสังคม ไม่สนใจกับการใช้งบประมาณเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่สนใจกับการปฏิรูประบบราชการโดยรวม ท้ายที่สุด ผมหวังว่าฝ่ายรัฐบาลและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องคงจะร่วมกันแก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างจริงจัง โดยไม่ใช้ถนนธนะรัชต์เป็นเพียงการแย่งชิงพื้นที่ข่าวหรือสร้างคะแนนนิยมเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท