posttoday
จับตาศึก‘โอเปก-มะกัน’ ชิงตลาด จุดชนวนราคาน้ำมันดิ่ง

จับตาศึก‘โอเปก-มะกัน’ ชิงตลาด จุดชนวนราคาน้ำมันดิ่ง

08 มกราคม 2558

นักลงทุนทั่วโลกออกอาการผวาไปตามๆ กัน เมื่่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือปรับตัวหลุด 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 สำหรับงวดส่งมอบเดือน ก.พ. ในตลาดลอนดอนช่วงเช้าวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยลงมาอยู่ที่ 49.81 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก่อนปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในระหว่างวันการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสทำสถิติต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปแล้วก่อนหน้านี้ในวันที่ 5 ม.ค.

นักลงทุนทั่วโลกออกอาการผวาไปตามๆ กัน เมื่่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือปรับตัวหลุด 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 สำหรับงวดส่งมอบเดือน ก.พ. ในตลาดลอนดอนช่วงเช้าวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยลงมาอยู่ที่ 49.81 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก่อนปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในระหว่างวันการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสทำสถิติต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปแล้วก่อนหน้านี้ในวันที่ 5 ม.ค.

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยอมรับว่า ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันที่ดำดิ่งข้างต้น บวกกับปฏิกิริยาท่าทีที่ยังคงนิ่งเฉยของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) แถมยังยืนยันจุดยืนของตนอย่างชัดเจนอีกว่า ไม่มีนโยบายที่จะลดกำลังการผลิตของตนเองแน่นอน ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปี 2015 มีแนวโน้มดำดิ่งกว่าระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

กระทั่งนักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึง ไมเคิล ฮิวสัน นักวิเคราะห์จากซีเอ็มซี มาร์เก็ตส์ ลงความเห็นตรงกันว่า หากสถานการณ์ข้างต้นยังคงดำเนินต่อไป คือ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกยังปฏิเสธไม่ลดกำลังการผลิต ปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงสถานการณ์ที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า เพราะแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และสถานการณ์เศรษฐกิจของเมืองลุงแซมที่ทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกน่าจะลดต่ำลงแตะระดับ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และอาจมีสิทธิร่วงหนักไปจนถึง 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้!

แม้จะมีปัจจัย 2-3 ประการที่หลายสถาบันนำมาใช้อธิบายสาเหตุของการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปัจจุบัน อย่าง เศรษฐกิจโตซบเซา ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็ง และความต้องการบริโภคลด

กระนั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ด้านน้ำมันจากหลายสำนักชั้นนำได้ตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกขณะนี้น่าจะเป็นผลพวงมาจากการเปิดศึกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดน้ำมันโลก ระหว่างกลุ่มโอเปกนำโดยซาอุดิอาระเบีย กับกลุ่มประเทศผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก นำโดยสหรัฐ 

ต้องยอมรับว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มโอเปกคือเจ้าตลาดน้ำมันและมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก และหลายครัั้งโอเปกก็ใช้ประโยชน์จากสถานะของตนเองในการนำราคาน้ำมันมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับนานาประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานะทรงอิทธิพลข้างต้นเริ่มสั่นคลอน โดยหากติดตามสถานการณ์ตลาดน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. 2014 ที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากสหรัฐ ชาติมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ และหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกสามารถผลิตน้ำมันขึ้นมาใช้ได้เองด้วยวิธีการแฟรคกิ้ง ก็คือการสกัดเจาะน้ำมันดิบจากหินน้ำมันในชั้นดิน

เรียกได้ว่า เป็นความก้าวหน้าที่ผลักดันให้สหรัฐสามารถก้าวเข้ามามีอิทธิพลในตลาดพลังงาน ในฐานะประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันก็ทำให้ตลาดน้ำมันโลกมีคู่แข่ง
ที่แข็งแกร่งเข้ามาชิงพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดน้ำมันโลกด้วย

ผลลัพธ์ข้างต้น จึงทำให้เกิดการผลิตน้ำมันที่มากจนเกินความต้องการบริโภค เห็นได้จากปริมาณน้ำมันดิบสำรองในคลังของสหรัฐปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปีเป็นครั้งแรก ขณะที่กำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกเองก็ยังคงปริมาณไว้เท่าเดิม ราคาน้ำมันดิบจึงอยู่ในระดับต่ำโดนใจผู้บริโภคแทบทุกประเทศทั่วโลก

ยิ่งเมื่อมีปัจจัยกดดันเสริมจากสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนและยุโรป ก็ยิ่งทำให้ศึกชิงตลาดน้ำมันดุเดือดเข้มข้นมากขึ้น

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุว่า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็เปรียบเสมือนแรงบีบให้โอเปกลดกำลังการผลิต เพื่อให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตไม่เจ็บปวดจนเกินไป โดยราคาน้ำมันดิบในขณะนี้ ทำให้ผู้ผลิตน้ำมันแทบกระอัก เพราะรายได้หดตัวซึ่งจะส่งผลกระเทือนต่อการจัดเก็บงบประมาณของรัฐและอัตราการจ้างงาน

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เป็นการบีบให้โอเปกยอมคลายส่วนแบ่งการตลาดให้ผู้ผลิตรายอื่น

ทว่า การที่โอเปกยืนกรานหนักแน่นที่จะคงกำลังการผลิตของตนที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน ได้สะท้อนให้เห็นว่า สงครามราคาน้ำมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เห็นได้จากสงครามน้ำลายที่โอเปกกับกลุ่มนอกโอเปกที่เริ่มเปิดศึกโทษกันว่า ฝ่ายตรงข้ามเป็นสาเหตุของราคาน้ำมันเลวร้ายในปัจจุบัน 

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประณามท่าทีนิ่งเฉยของโอเปก อาลีอัล ไนมี รัฐมนตรีน้ำมันแห่งซาอุดิอาระเบีย หนึ่งในชาติสมาชิกสำคัญของโอเปกลุกขึ้นโต้แทบจะทันทีว่า ฝ่ายที่สมควรประณามก็คือ ผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกต่างหาก เพราะขณะที่ปริมาณการผลิตของโอเปกอยู่ในระดับเท่าเดิมมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว แต่ปริมาณการผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ความเห็นข้างต้นได้รับแรงหนุนจากรัฐมนตรีน้ำมันแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และรัฐมนตรีน้ำมันคูเวต ที่เรียกร้องให้ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกจัดการตัดลดกำลังการผลิตของตนลง ก่อนท้าทายว่า การใช้ราคาน้ำมันครั้งนี้ ฝ่ายที่เสียหายไม่ใช่โอเปก แต่เป็นผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่อาจต้องเจ็บตัวเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาขาย เพราะโอเปกมีความทนทานและเงินทุนเพียงพอที่จะรองรับความเสียหายจากราคาน้ำมันที่ลดลง

ด้านนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นว่า การที่โอเปกเลือกคงกำลังการผลิตของตนแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้มีมากเกินความต้องการบริโภค และจะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันย่ำแย่มากขึ้น เป็นเพราะโอเปกมุ่งจะให้บทเรียนแก่คู่แข่งหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดและมีต้นทุนการผลิตน้ำมันสูงกว่าโอเปก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐนั่นเอง

“ท้ายที่สุด ประเทศเหล่านั้น (ผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก) จะตระหนักได้เองว่า การร่วมมือกับกลุ่มโอเปกเพื่อรักษาราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง จะเป็นประโยชน์ต่อตัวพวกเขาเอง” อัล ไนมี รัฐมนตรีน้ำมันแห่งซาอุดิอาระเบีย กล่าว ในระหว่างการประชุมของกลุ่มโอเปกเมื่อช่วงปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ในท้ายที่สุดของสงครามชิงส่วนแบ่งตลาดน้ำมันโลกระหว่างกลุ่มโอเปกกับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกจะเป็นเช่นไร แต่เชื่อแน่ว่า ทั้งสองฝ่ายคงต้องเผชิญกับความสูญเสีย ต่างกันก็แต่เพียงฝ่ายใดจะเสียหายมากน้อยกว่ากันเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท