
อย่ากลัวการเลือกตั้งโดยตรง
ข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งมาแรงในช่วงมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ใหม่ๆ กลับแผ่วลงมากในช่วงหลัง เพราะมีเสียงคัดค้านทั้งจากคนใน สปช.เอง จากกลุ่มการเมืองทั้งสองขั้ว และจากนักวิชาการบางคน
ข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งมาแรงในช่วงมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ใหม่ๆ กลับแผ่วลงมากในช่วงหลัง เพราะมีเสียงคัดค้านทั้งจากคนใน สปช.เอง จากกลุ่มการเมืองทั้งสองขั้ว และจากนักวิชาการบางคน
ข้ออ้างหลักคือ อาจทำให้เกิดซูเปอร์ประธานาธิบดี มีอำนาจล้นฟ้า โดยถือตัวว่ามาจากประชาชนทั้งประเทศ จนอาจเกินเลยไปกระทบพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์
ข้ออ้างรองคืออาจทำงานลำบาก หากมาจากพรรคเล็ก หรือมาจากผู้สมัครอิสระ เพราะจะทำให้กฎหมายผ่านสภาได้ยาก
ทั้งสองข้ออ้างดังกล่าวฟังดูขัดกัน คือด้านหนึ่งทำอะไรได้ตามใจชอบ อีกด้านหนึ่งแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
ในความเป็นจริงอาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง หากทุกอย่างยังอยู่ในกรอบเดิม แต่หากการปฏิรูปไม่ฉาบฉวยจนเกินไป การตีกรอบให้เดินก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก
ขอไล่เรียงตามลำดับจากง่ายไปหายาก โดยเริ่มที่ประเด็นปลีกย่อยก่อนนะครับ เช่นที่บอกว่าจำนวนผู้สมัครจะเยอะมาก จนกลายเป็นเรื่องตลก บางคนแค่อยากดัง หรืออยากได้ออกทีวีเท่านั้น วิธีแก้เรื่องนี้ง่ายมาก เช่น อาจกำหนดว่าคนที่จะมีชื่อบนบัตรเลือกตั้ง หรือได้รับการจัดสรรเวลาออกอากาศ จะต้องได้คะแนนนิยมในโพลที่เป็นทางการไม่ต่ำกว่า 1 หรือ 2% เป็นต้น
เรื่องต่อมาคือเรื่องที่บอกว่าค่าใช้จ่ายในการหาเสียงทั่วประเทศจะสูงมาก ทำให้คนจนหมดสิทธิ คนรวยเท่านั้นที่จะมีโอกาส ประเด็นนี้ต้องยอมรับกันก่อนว่า ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบไหน คนรวยก็จะมีโอกาสมากกว่าคนจนอยู่ดี แต่ในระบบเลือกตั้งตรง ปัญหาจะน้อยกว่าระบบเดิมที่เราคุ้นเคย เพราะในระบบเดิม หากไม่สะสมอาวุโสมานานมากจนได้เป็นหัวหน้าพรรคใหญ่ ก็ต้องเป็นนายทุนใหญ่ที่ลงทุนเป็นร้อยเป็นพันล้านบาทเพื่อซื้อบารมีและตำแหน่งหัวหน้าพรรค
มาถึงเรื่องที่บอกว่าจะทำงานลำบากเพราะผ่านกฎหมายไม่ได้ บอกตรงๆ ผมไม่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ การอยู่ในกรอบของกฎหมายเดิมไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานมากนัก หรือหากเป็นกฎหมายที่ดีหรือที่สังคมเห็นว่าจำเป็น มีหรือที่สภาจะปฏิเสธ เพราะคนที่ไม่ให้ความร่วมมืออาจเสี่ยงต่อการสูญเสียคะแนนนิยม
อาจมีข้อยกเว้นเรื่องกฎหมายงบประมาณ ซึ่งก็แก้ไขได้ เช่นด้วยการกำหนดว่า หากงบประมาณรายจ่ายรวมสูงขึ้นไม่เกิน 5% และการขาดดุลก็สูงขึ้นไม่เกิน 5% ก็ให้ถือว่าผ่านโดยอัตโนมัติ เป็นต้น
นอกจากนี้ เพื่อให้รัฐบาลมีอิสระในการทำงานตามสมควร อาจกำหนดว่า กฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ในทันที นอกจากจะผ่านสภาแล้ว ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลจะต้องเห็นชอบด้วย มิฉะนั้นจะต้องรอรัฐบาลหน้า
โปรดอย่าเชื่อเป็นอันขาดว่า ถ้าไม่ออกกฎหมายใหม่ ประเทศชาติจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าไม่ได้
มาถึงเรื่องที่กลัวกันมากที่สุด คือเรื่องการมีอำนาจล้นฟ้า เป็นซูเปอร์ประธานาธิบดี ผมขอเสนอวิธีป้องกันที่น่าจะได้ผล ดังนี้
หนึ่ง ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากๆ เช่น ต้องใช้เสียงในสภาไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 และต้องผ่านประชามติด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 เช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่เรื่องที่สังคมเห็นพ้องต้องกันจริงๆ ก็จะแก้ไม่ได้ รวมทั้งการจะพยายามแก้กฎหมายเพื่อให้ลงเลือกตั้งได้เป็นครั้งที่ 3 หรือมากกว่านั้นก็จะเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
สอง ควรแยกหน่วยงานราชการบางหน่วยที่แต่เดิมอยู่ในการบังคับบัญชาของรัฐบาลออกไป เช่น อัยการซึ่งควรให้คุณให้โทษคนในรัฐบาลได้ แทนการมีหน้าที่คอยปกป้องในฐานะผู้บังคับบัญชา
อีกหน่วยงานหนึ่งคือกองทัพ ซึ่งอาจพิจารณาให้เป็นอิสระจากรัฐบาลเพื่อผลในการถ่วงดุลอำนาจด้วย ผมขอยกตัวอย่างประเทศจีนที่ใช้วิธีนี้อย่างได้ผล คืออำนาจในการควบคุมกองทัพอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง
เราอาจใช้วิธีคล้ายๆ กับจีน หรือจะเลือกใช้วิธีเดียวกับระบบตุลาการของเราเองก็ได้ เพราะเป็นระบบที่ผ่านการพิสูจน์มายาวนานว่ามีประสิทธิภาพดีและมีเสถียรภาพสูง
สาม ในระหว่างการเลือกตั้ง ไม่ควรให้รัฐบาลเก่ารักษาการ แนวคิดที่จะให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่แทนต้องถือว่าดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้เข้มข้นยิ่งขึ้นอาจให้พรรคเสียงข้างน้อย หรืออาจจะเป็นคณะตุลาการ เข้ามารักษาการแทนจนกว่าจะเลือกตั้งเสร็จและมีรัฐบาลใหม่ วิธีนี้นอกจากจะทำให้การสืบทอดอำนาจยากขึ้นแล้ว รัฐบาลเดิมยังอาจถูกตรวจสอบไปพร้อมกันว่ามีการนั่งทับอะไรไว้หรือไม่
ผมนึกภาพไม่ออกว่า หากมีการตีกรอบไว้เป็นอย่างดี จะเกิดมีซูเปอร์ประธานาธิบดีขึ้นมาได้อย่างไร ถึงใครจะร่ำรวยจนไล่ซื้อคนในองค์กรอื่นๆ ได้เป็นจำนวนมาก แต่พอครบ 4 ปีก็ยังต้องให้ประชาชนตัดสินใหม่ และถึงจะซื้อใจประชาชนได้เกินครึ่ง ครบ 8 ปีก็ยังต้องลงจากอำนาจอยู่ดี
ระบบเดิมจำกัดคนที่จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีไว้เพียงคนที่เป็นหัวหน้าพรรคใหญ่ 2-3 คน ทำให้เกิดการแบ่งขั้ว และบางครั้งบ้านเมืองถึงทางตัน การเลือกตั้งโดยตรงจะทำให้สังคมและประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น
ลองนึกดูก็ได้ว่า คนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือคุณอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเกือบทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคุณภาพสูง จะมีโอกาสขึ้นมาบริหารประเทศในระบบเดิมหรือไม่ แต่หากเป็นการเลือกตั้งตรงทั้งสองท่าน หากตัดสินใจลงสมัครย่อมมีโอกาสอย่างแน่นอน
ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิก สปช. จะรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน แต่เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ ผมอยากแนะนำให้ตัดเสียงเรียกร้องของกลุ่มนักการเมืองออก ไม่ว่าจะสีฟ้า สีแดง หรือสีอะไรก็ตาม เพราะต้องถือว่าคนเหล่านี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน อยากจะเก็บตำแหน่งสำคัญไว้ในหมู่พวกพ้อง แทนการเปิดทางเลือกให้กับประชาชนทั้งประเทศ
ถ้าจะเกิดมีซูเปอร์ประธานาธิบดีขึ้นมาจริงๆ ก็น่าจะมาจากการที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คนมากกว่าอย่างอื่น
ผมขอลา 3 สัปดาห์ เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ จะกลับมาพบท่านผู้อ่านอีกครั้งในฉบับวันที่ 5 ก.พ. 2558







