posttoday
คำถามถึงโครงการเหมืองแร่โปแตช

คำถามถึงโครงการเหมืองแร่โปแตช

08 มกราคม 2558

เมื่อเดือน พ.ย. 2557 ที่ผ่านมาจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อศึกษาการทำเหมืองโปแตช โดยยืนยันว่าจะนำข้อมูลมาอธิบายต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับเกลือที่ขึ้นมาพร้อมการขุดแร่โปแตชว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรจัดการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หาก ครม.อนุมัติและเห็นชอบ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะพิจารณาอนุมัติการให้สัมปทานได้ในปี 2558

เมื่อเดือน พ.ย. 2557 ที่ผ่านมาจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม พร้อมด้วย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เดินทางไปประเทศเยอรมนี เพื่อศึกษาการทำเหมืองโปแตช โดยยืนยันว่าจะนำข้อมูลมาอธิบายต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับเกลือที่ขึ้นมาพร้อมการขุดแร่โปแตชว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรจัดการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หาก ครม.อนุมัติและเห็นชอบ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะพิจารณาอนุมัติการให้สัมปทานได้ในปี 2558

ในเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ก็ได้กล่าวในงานสัมมนาการส่งเสริมการลงทุนไทย-จีน ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตชให้เกิดขึ้นในประเทศอย่างจริงจัง หลังจากที่ชะงักงันมากว่า 30 ปีแล้ว ทั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้นักธุรกิจจีนเข้ามาลงทุนในเหมืองแร่โปแตช เนื่องจากไทยมีแหล่งแร่โปแตชที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนเองก็มีความต้องการใช้แร่โปแตชจำนวนมากในการผลิตปุ๋ยเคมีและเคมีภัณฑ์อื่นๆ ต้นปี 2558 นี้คาดว่าจะได้เห็นรูปธรรมความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ชัดเจนยิ่งขึ้น

นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นนโยบายเหมืองแร่โปแตช ถึงแม้ว่านายกฯ จะได้แสดงความเป็นห่วงและย้ำว่าให้ศึกษาเทคโนโลยีการบริหารจัดการเหมืองที่ไม่สร้างผลกระทบกับชุมชน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าโครงการเหมืองแร่โปแตชคงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในรัฐบาลชุดนี้

มารู้จักกับโปแตชในประเทศไทย?อดีตกาลนานมาแล้ว แผ่นดินอีสานปัจจุบันเคยเป็นทะเลมาก่อน จึงทำให้ใต้แผ่นดินที่ระดับความลึกกว่า 100 เมตร มีแร่โปแตชฝังอยู่ใต้ดินสลับกับชั้นเกลือหินอยู่เป็นบริเวณกว้างขวางที่สุดในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกรมทรัพยากรธรณีได้สำรวจพบแหล่งแร่โปแตช 2 แหล่งใหญ่ๆ ได้แก่ แหล่งโปแตชอีสานตอนบน ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณ จ.สกลนคร อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม

อีกที่คือแหล่งโปแตชอีสานตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ อาจกล่าวได้ว่า ทั่วทั้งแผ่นดินอีสานที่ชั้นความลึกมากกว่า 100 เมตรนั้น อุดมไปด้วยแร่โปแตช...เห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่า แหล่งแร่โปแตชของไทยนั้นมีปริมาณมหาศาลใหญ่โตกว้างขวางเป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงขนาดไหน?

โปแตชนั้นเป็นชื่อเรียกทั่วไปของแร่โปแตสเซียมคลอไรด์ (Potassium Chloride) ที่มีสูตรทางเคมีคือ kcl ซึ่งแบ่งประเภทของการค้นพบแบบคร่าวๆ ในประเทศไทยออกเป็น 2 ประเภท คือ โปแตชชนิด “ซิลไวท์” (Sylvite) ซึ่งมีความบริสุทธิ์ของแร่โปแตชสูง กับชนิด“คาร์นอลไลต์” (Carnallite) ซึ่งมีความบริสุทธิ์ของแร่โปแตชต่ำกว่าชนิดแรกซึ่งผลพลอยได้หรือกากแร่ก็คือ เกลือแกง (NaCl) เค็มๆ ที่เรารู้จักกันดีนี่เอง โดยทั่วไปองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ระบุว่า โปแตชเป็นสารที่ไม่มีพิษกับมนุษย์ ถ้ามีการสัมผัสสารนี้ ผลเฉียบพลันอาจทำให้ระคายเคืองดวงตาหรือผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่หนักหนาสาหัสนั้นเกิดจากกากแร่ ไม่ใช่ตัวแร่โปแตชโดยตรง หากแต่เป็นกากแร่หรือเกลือแกงปริมาณมหาศาลซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแต่งแร่โปแตชนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพน้ำและดิน โดยจะมีการปนเปื้อนของน้ำเค็มและมีการแย่งชิงน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคและบริโภคจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากกระบวนการแต่งแร่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก จึงมีผลต่อเกษตรกรและพื้นที่การเกษตรภาคอีสาน

ทั้งนี้ แหล่งโปแตชอีสานเหนือนั้นจะประกอบด้วยซิลไวท์เป็นหลัก ส่วนแหล่งโปแตชอีสานใต้นั้นจะประกอบด้วยคาร์นอลไลต์เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ แหล่งอีสานเหนือนั้นถ้าขุดจะได้แร่โปแตชสูงกว่าแหล่งอีสานใต้ในปริมาณแร่ที่ขุดออกมาเท่าๆ กัน ที่เหลือก็จะเป็นกากแร่หรือเกลือแกงเสียเป็นส่วนใหญ่ โปแตชนั้นเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ และเคมีภัณฑ์อื่นๆ

ในโลกยุคบริโภคนิยมนั้น โปแตชได้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารของคนยุคนี้มานานแล้ว และถือเป็นวัตถุดิบที่สำคัญยิ่งในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก

อาจกล่าวได้ว่า ภาคการเกษตรซึ่งผลิตพืชเชิงเดี่ยวป้อนตลาดโลกเช่นในปัจจุบันนั้น ต้องการปุ๋ยเคมีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะจีน ซึ่งภาคการเกษตรเกือบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นพืชเชิงเดี่ยว ย่อมสนใจลงทุนในโครงการดังกล่าว

อันจริงโครงการเหมืองแร่โปแตชในเมืองไทยเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว แต่ก็เป็นอันล้มลุกคลุกคลานมาตลอดโครงการแรก คือ เหมืองแร่โปแตช ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 6,700 ไร่ เป็นการลงทุนร่วมกันของกลุ่มประเทศในอาเซียน ตามข้อตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการอุตสาหกรรมอาเซียน (ASEAN Industrial Projects) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีโครงการอุตสาหกรรมอาเซียนอย่างน้อยประเทศละ 1 โครงการ

ประเทศไทยจึงเสนอโครงการนี้และได้รับการรับรองจากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนครั้งที่ 22 เมื่อเดือน ต.ค. 2533 ที่อินโดนีเซีย แม้จะถูกทักท้วงว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่บริษัท ร่วมทุนโปแตชอาเซียน ซึ่งฝ่ายไทยถือหุ้นรายใหญ่ 71% ยังคงเดินหน้าผลักดันการลงทุนมูลค่า 19,904 ล้านบาท เพื่อผลิตแร่โปแตช 1.1 ล้านตัน/ปี

ในปี 2539 โครงการเหมืองโปแตชที่ชัยภูมิก็เริ่มส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยชาวบ้านใกล้พื้นที่ทำเหมืองได้เรียกร้องให้บริษัทรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำเกลือที่ไหลมาท่วม
นาข้าวหลายร้อยไร่จนกลายเป็นทุ่งเกลือ ในที่สุดโครงการแห่งนี้ก็มีอันต้องอับปาง เพราะกระทรวงการคลังไม่สนับสนุนการเงินอีก โครงการนี้จึงมีปัญหาสภาพคล่องจนต้องยุติการขุดแร่ในปี 2543

ในปี 2543 นั่นเอง โครงการที่สอง คือ เหมืองแร่โปแตช ที่ จ.อุดรธานี ในพื้นที่ 2.4 หมื่นไร่ ซึ่งบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตซ คอร์ปอเรชั่น (APPC) ได้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตซ พร้อมกับได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อีกทั้งการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน EIA) ก็ได้ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นที่เรียบร้อย แต่ก็โดนกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรงจากภาคประชาชนจนไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อได้จนปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเหมืองแร่โปแตช ที่ จ.นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม และสกลนคร ที่ยังมีคำถามถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่จะเกิดขึ้นหากมีการเร่งเดินหน้าทุกโครงการ
พร้อมๆ กัน

ความล้มเหลวของโครงการเหมืองโปแตชทั่วภาคอีสานจึงเป็นเครื่องชี้วัดได้ชัดเจนว่าประชาชนยังคงเคลือบแคลงทั้งในเรื่องผลประโยชน์ของคนในพื้นที่ที่จะได้รับ และเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม หากมีการเร่งเดินหน้าโครงการเหมืองแร่โปแตชก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเกษตรกรรมภาคอีสานอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท