
บัณฑิตไทยแข่งขันสูง
แดเนียล แม็กเวลล์ นักเขียนและนักการศึกษาที่ทำงานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ช่วงปี 1990 เขียนบทความเกี่ยวกับการศึกษาไทยลงในสำนักข่าวเอเชียน คอร์เรสปอนเดนท์ สำนักข่าวอิสระ ว่า ระบบการศึกษาในระดับปริญญาของประเทศไทยเติบโตอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดแรงงานเป็นไปอย่างเข้มข้น
แดเนียล แม็กเวลล์ นักเขียนและนักการศึกษาที่ทำงานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ช่วงปี 1990 เขียนบทความเกี่ยวกับการศึกษาไทยลงในสำนักข่าวเอเชียน คอร์เรสปอนเดนท์ สำนักข่าวอิสระ ว่า ระบบการศึกษาในระดับปริญญาของประเทศไทยเติบโตอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดแรงงานเป็นไปอย่างเข้มข้น
นักเรียนมัธยมปลายมากกว่า 70% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เลือกที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้อัตราการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพุ่งสูงกว่า 300% ในช่วง 10 ปี
ที่ผ่านมา โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีสถาบันที่ให้การศึกษาระดับปริญญา 170 แห่ง สำหรับนิสิตนักศึกษา 2.5 ล้านคน
การเติบโตของการศึกษาระดับปริญญาดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้สำเร็จระดับปริญญาจำนวนมาก จนทำให้ปริญญาบัตรกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่นายจ้างจะระบุเป็นคุณสมบัติเมื่อสมัครงาน
การแข่งขันในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะกับหน่วยงานนานาชาติเป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งองค์กรเหล่านั้นก็มักเลือกนักศึกษาที่สำเร็จปริญญาจากต่างประเทศหรือมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย
นอกจากนี้ สำหรับนักเรียนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงานต่างชาติแล้ว มักจะเลือกหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้หลักสูตรภาคอินเตอร์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีถึง 344 หลักสูตรที่เปิดสอน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามของประเทศไทยที่จะแข่งขันกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม แม็กเวลล์ แสดงทัศนะว่า จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกปี 2014 มีเพียง 2 มหาวิทยาลัยของไทยเท่านั้นที่ติดอยู่ที่ 100 อันดับแรกมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเอเชีย และมีเพียงมหาวิทยาลัยเดียวที่ติด 500 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยทั่วโลก และจากสถิติเหล่านี้นี่เองที่อธิบายความนิยมการศึกษานอกประเทศของนักเรียนไทยได้เป็นอย่างดี โดยอยู่ที่ราว 2.5 หมื่นคนที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย
การศึกษานอกมีข้อดีคือผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับโอกาสด้านภาษาอังกฤษและประสบการณ์การอยู่ร่วมกับต่างชาติในต่างประเทศ โดยข้อดีที่กล่าวมานั้นจะเป็นใบเบิกทางสู่การทำงานทั้งไทยและต่างประเทศ
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้แรงงานมีทักษะและเคลื่อนย้ายแรงงานทั่วภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในกลุ่มผู้สำเร็จปริญญาต้องแข่งขันกับบัณฑิตต่างชาติ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวด้วยความสามารถทางภาษาอังกฤษ และระบบการศึกษาที่ดีเยี่ยม







