posttoday
เปิดข้อหา-คำหักล้าง ยิ่งลักษณ์คดีจำนำข้าว

เปิดข้อหา-คำหักล้าง ยิ่งลักษณ์คดีจำนำข้าว

08 มกราคม 2558

การแถลงเปิดคดีถอดถอน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการรับจำนำข้าว ในวันที่ 9 ม.ค.นั้น คงจะมีการหักล้างกันดุเดือด ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับยิ่งลักษณ์ แต่ก่อนที่จะไปถึงวันดังกล่าว ย้อนไปดูข้อกล่าวหา ข้อหักล้างของทั้งคู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งมีสาระน่าสนใจดังนี้

การแถลงเปิดคดีถอดถอน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการรับจำนำข้าว ในวันที่ 9 ม.ค.นั้น คงจะมีการหักล้างกันดุเดือด ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับยิ่งลักษณ์ แต่ก่อนที่จะไปถึงวันดังกล่าว ย้อนไปดูข้อกล่าวหา ข้อหักล้างของทั้งคู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งมีสาระน่าสนใจดังนี้

ป.ป.ช.กล่าวหายิ่งลักษณ์ว่าได้กระทำความผิด “ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ยกเหตุผล 7 ประเด็น ที่มีการท้วงติงและขอให้ยกเลิกโครงการจำนำข้าวแต่ยิ่งลักษณ์ไม่ยอมยกเลิก คือ 1.นายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อเสนอแนะ ป.ป.ช. ว่า โครงการรับจำนับข้าวมีปัญหาในการทุจริตทุกขั้นตอน และนำไปสู่การทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติจึงเสนอรัฐบาลยกเลิก  2.นายกรัฐมนตรีรับทราบผลการติดตามของ ป.ป.ช. ว่ามีปัญหาการทุจริตเชิงนโยบาย และในขั้นตอนและกระบวนการดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2555 และ 3.นายกรัฐมนตรีรับทราบเกี่ยวกับเรื่องทุจริตจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในสภา ระหว่างวันที่ 25-27 พ.ย. 2555

4.นายกรัฐมนตรีรับทราบปัญหาจากการตั้งกระทู้ถามเรื่องการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และปัญหาโครงการรับจำนำข้าวของ วรงค์ เดชกิจวิกรม  สส.ประชาธิปัตย์ 5.นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ทราบจากรายงานจากคณะอนุฯ กขช. เมื่อวันที่ 9  ต.ค. 2555 ว่ามีการขาดทุน 32,301 ล้านบาท และรับทราบข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจุดอ่อนของโครงการว่า ราคาสูงกว่าตลาดมากเป็นภาระของรัฐ  และเสี่ยงเป็นภาระรายจ่ายของรัฐและขาดทุนจำนวนมาก

6.คณะอนุฯ กขช. แจ้ง นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กขช. เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2555 ว่าโครงการ ขาดทุน 220,968 ล้านบาท และแม้นายกรัฐมนตรีจะได้รับข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ยังดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูการผลิตต่อมา

7.นายกรัฐมนตรีได้รับข้อมูลเป็นหนังสือจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2557 ซึ่งระบุว่า โครงการจำนำมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงทุกขั้นตอน และไม่เกิดการพัฒนาข้าวอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้พิจารณาทบทวน ยุติการดำเนินโครงการ

ด้าน “ยิ่งลักษณ์” ได้เข้าชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ด้วย การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และแสดงเหตุผลใน 7 ประเด็น ดังนี้

1.กระบวนการรับคำร้องและเริ่มคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ป.ป.ช.ทราบอยู่แล้วว่า อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ส่วนหนึ่งที่ร่วมลงชื่อให้มีการถอดถอน ไม่มีอำนาจลงชื่อ เพราะพ้นจากการเป็น สส.ไปแล้ว

2.ป.ป.ช.ใช้อำนาจเกินขอบเขตแห่งอำนาจ เพราะเคยเสนอให้นายกรัฐมนตรียกเลิกโครงการรับจำนำ แต่รัฐบาลมิได้ยกเลิก จึงถือว่า ป.ป.ช.เป็นผู้มีส่วนได้เสียและเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงกับรัฐบาล ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่า ป.ป.ช.มีอำนาจเหนือรัฐบาล

3.ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก “วิชา มหาคุณ” หนึ่งในองค์คณะไต่สวน มีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบ ป.ป.ช. เพราะมีความโกรธเคืองส่วนตัวกับ “ยิ่งลักษณ์”

4.กระบวนการไต่สวนไม่เป็นธรรม รวบรัด รีบร้อน เร่งรีบ เนื่องจากใช้เวลาไต่สวนเพียง 21 วัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคดีโครงการประกันราคาข้าว ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับพวกเป็นผู้ถูกกล่าวหาดำเนินการล่าช้ากว่ามาก นอกจากนั้น ป.ป.ช.ยังรับฟังพยานหลักฐานที่เป็นปฏิปักษ์

5.การรับฟังพยานบุคคล คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “วรงค์ เดชกิจวิกรม” ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะทั้งสองคนเป็นคู่แข่งทางการเมืองและนโยบายของพรรคการเมือง จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ

6.มติ ป.ป.ช.ที่ให้มีการไต่สวนข้อเท็จจริง ไม่ชอบด้วยระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะยังไม่มีมูลความจริงเพียงพอที่จะสงสัยว่า “ยิ่งลักษณ์” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ฉะนั้นไม่เข้าเงื่อนไขที่จะเริ่มคดี ด้วยการสั่งให้มีไต่สวนได้

7.การตรวจพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยระเบียบ ป.ป.ช. ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง ข้อ 40 เพราะในวันที่ 11 มี.ค. 2557 กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ทนายความฝ่าย “ยิ่งลักษณ์” ได้รับเอกสารหลักฐานเพียง 12 รายการ 49 แผ่นเท่านั้น ส่วนพยานหลักฐานอย่างอื่น ป.ป.ช.อ้างว่าไม่มี ขณะที่ “วิชา มหาคุณ” ให้สัมภาษณ์สื่อในลักษณะที่ว่า ตนเองมีเอกสารอื่นที่ยังไม่ได้มอบให้กับ “ยิ่งลักษณ์” จึงเป็นการขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช.

ทั้งหมดนี้ใครจะรอด ใครจะตกเป็นจำเลยของสังคม อีกไม่นานจะรู้กัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท