
ถมทะเลเกาะสมุย รัฐเมินไล่เอกชนรุกล้ำน่านน้ำ
ตั้งแต่ปลายปี 2552 จนถึงปัจจุบันมีเอกชนเข้าไปซื้อที่ดินบริเวณปากคลองลิปะใหญ่ หมู่ 3 ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เอกสารสิทธิเป็น น.ส.3 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่
ตั้งแต่ปลายปี 2552 จนถึงปัจจุบันมีเอกชนเข้าไปซื้อที่ดินบริเวณปากคลองลิปะใหญ่ หมู่ 3 ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เอกสารสิทธิเป็น น.ส.3 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่
จากนั้นเอกชนรายนี้ก็ได้สร้างเขื่อน มีการถมหินตามแนวคลอง มีการปักแนวเสารุกล้ำเข้าไปในแนวคลอง มีการดูดทราย มีการปักแนวเสาลงไปในน่านน้ำและลำคลอง ต่อมาในปี 2553 ยังฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการดูดทรายถมริมคลองตามแนวไม้ที่ปักไว้ตามริมคลองและขยายรุกล้ำพื้นที่สาธารณะบางส่วนที่ถูกคลื่นทะเลกัดเซาะบนเนื้อที่ 5.5 ไร่ โดยนำเครื่องจักรเข้ามาดำเนินการ ผู้เห็นเหตุการณ์ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับกุม แต่ตำรวจอ้างว่าไม่มีอำนาจดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ต่อมาประชาชนในพื้นที่ได้เข้าแจ้งนายอำเภอเกาะสมุย แต่ก็ได้รับการแจ้งกลับว่าเป็นการดำเนินการในที่ดินเอกชน และเทศบาลนครเกาะสมุยได้แจ้งว่าเป็นโครงการป้องกันน้ำท่วมที่ให้เอกชนดำเนินการขุดลอกคลองและดูดทรายเป็นค่าน้ำมัน เนื่องจากเทศบาลนครเกาะสมุยไม่มีงบประมาณในการดำเนินการขุดคลอง จากนั้นมีการร้องเรียนไปยังอีกหลายหน่วยงาน แต่ไม่มีใคร
ดำเนินการใดๆ
ถัดมา นพ.ธีรศักดิ์ วิริยานนท์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลเกาะสมุย ได้ส่งหนังสือถึง สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2544 เพื่อร้องเรียนและร้องขอให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง
คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว พร้อมกับศึกษาข้อเท็จจริงในพื้นที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการขุดลอกคลองบริเวณเกาะสมุยบริเวณนี้
รวมทั้งพบปะชาวบ้านในพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการที่เอกชนรุกล้ำน่านน้ำ บริเวณปากคลองลิปะใหญ่ ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ. 2556
นอกจากนี้ กรรมาธิการยังได้เรียกหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานมาชี้แจง เช่น สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเกาะสมุุย สำนักงานทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ซึ่งส่วนใหญ่รายงานทำนองเดียวกันว่าเอกชนรุกล้ำน่านน้ำบริเวณปากคลองลิปะใหญ่จริง
อย่างไรก็ดี เนื่องจากที่ดินที่พังทลายจากการกัดเซาะของน้ำทะเลกลายเป็นที่น้ำทะเลท่วมถึงลักษณะนี้เป็นที่ชายตลิ่งเสียแล้ว ผลทางกฎหมายย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน เจ้าของที่ดินแปลงเดิมจะไม่อาจอาศัยอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้
ตามข้อกฎหมายนี้ หมายความว่า หากสภาพที่ดินเปลี่ยนแปลงไปโดยสภาพกลายเป็นที่สาธารณะไปตามที่กล่าวแล้วไม่อาจฟื้นกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนได้อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า น.ส.3 ของที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ แต่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนเหลือพื้นที่บางส่วนทำให้เจ้าของที่ดินมีสิทธิครอบครองได้แต่เพียงส่วนที่เหลือเท่านั้น
แม้เอกชนจะถมที่ดินภายในขอบของการสร้างเขื่อนเรียงหินให้มีพื้นที่เท่าเดิมก็ตามก็ไม่อาจอ้างสิทธิในที่ดินได้อีก ขณะเดียวกันจากหลักฐานภาพถ่ายของเรือตรวจของเจ้าท่าก็จอดหลบคลื่นลมอยู่ด้านหลังที่ดินแปลงนี้ เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงยอมรับว่าร่องน้ำมีการเปลี่ยนแปลงไปจริงเกิดจากธรรมชาติที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ
หลังจากคณะกรรมาธิการฯ ลงพื้้นที่ี่ตรวจสอบข้อเท็จจริง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปแก้ไขปัญหาหรือมีคำสั่งระงับมิให้เอกชนรายนี้หยุดถมทะเล...และไม่รู้ว่าจะโยนความล้มเหลวนี้ไปให้ใครรับผิดชอบ







