โฆษกโต้ปึ้งยัน3กรรมการปปช.ไม่ขาดคุณสมบัติ
โฆษกป.ป.ช.แจง 3 กรรมการฯ ไม่ขาดคุณสมบัติ เหตุได้รับการแต่งตั้งตาม รธน.50 ซึ่งเป็นกม.สูงสุดที่ถูกบัญญัติหลังประกาศคปค.
โฆษกป.ป.ช.แจง 3 กรรมการฯ ไม่ขาดคุณสมบัติ เหตุได้รับการแต่งตั้งตาม รธน.50 ซึ่งเป็นกม.สูงสุดที่ถูกบัญญัติหลังประกาศคปค.
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงชี้แจงกรณี นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติ ของนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.อ. สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. และนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการ ป.ป.ช. ในทำนองที่ว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าว น่าจะขัดต่อประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 19 เรื่อง ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลใช้บังคับต่อไป ข้อ 4 ที่ยังมีผลสืบเนื่อง เป็นกฎหมายใช้อยู่จนถึงวันนี้ โดยประกาศดังกล่าวระบุชัดว่า มีข้อห้ามแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติม ถ้ายังเหลือกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ 6 คน ขึ้นไป ให้ทำงานต่อไปได้ ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 22 ก.ย. 2549 (ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19) นั้น
เรื่องดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่สาธารณชน เนื่องจากนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.อ. สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. และนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการ ป.ป.ช. ได้รับการสรรหา และโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา และการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมีผลบังคับใช้แล้ว อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่บัญญัติขึ้น ภายหลังจากประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ดังกล่าว จึงไม่กระทบต่อสถานะการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งสามคนแต่อย่างใด







