
ภาษีมรดก บทเรียนจากต่างประเทศ
บทบาทสำคัญประการหนึ่งของหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณที่เป็นอิสระ ในลักษณะเดียวกันกับ Thai PBO คือ การวิเคราะห์นโยบายการคลังที่ประกาศใช้โดยรัฐบาลในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบต่อฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลและผลกระทบต่อสังคม โดยนโยบายการคลังดังกล่าวรวมถึงนโยบายการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลด้วย
บทบาทสำคัญประการหนึ่งของหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณที่เป็นอิสระ ในลักษณะเดียวกันกับ Thai PBO คือ การวิเคราะห์นโยบายการคลังที่ประกาศใช้โดยรัฐบาลในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบต่อฐานะทางการเงินการคลังของรัฐบาลและผลกระทบต่อสังคม โดยนโยบายการคลังดังกล่าวรวมถึงนโยบายการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลด้วย
สำหรับนโยบายด้านภาษีของรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีการประกาศจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ 2-3 ประเภท โดยภาษีประเภทใหม่ที่น่าจะถูกประกาศใช้ได้อย่างรวดเร็วที่สุดก็คือ ภาษีมรดก ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ช่วงต้นปี 2558
สำหรับรายละเอียดในการจัดเก็บภาษีมรดกนั้น น่าจะชัดเจนแล้วว่าจะคำนวณจากมูลค่าสุทธิของมรดก นั่นคือ คำนวณรวมมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดหักด้วยมูลค่าของหนี้สินทั้งหมดที่ตกทอดมา โดยมีการยกเว้นภาษีสำหรับมรดกที่มีมูลค่าสุทธิ 50 ล้านบาท หรือต่ำกว่า ส่วนที่เกินจากนั้นจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราคงที่ 10% ในขณะที่มูลค่าสุทธิของมรดกคำนวณจากมูลค่าของสินทรัพย์ เฉพาะที่มีการจดทะเบียนหรือมีหลักฐานในการถือครองเท่านั้น
โดยปกติแล้ว ภาษีมรดกจะถูกจัดเก็บควบคู่ไปกับภาษีการรับการให้ เนื่องจากมรดกมักจะหมายถึงทรัพย์สินที่มีการยกให้ภายหลังจากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตแล้ว ซึ่งทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีมรดกได้ง่าย จึงมีการนำเอามูลค่าทรัพย์สินที่เจ้าของทรัพย์สินยกให้ในช่วงที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าการเสียชีวิตตามเวลาที่กำหนดมาคำนวณภาษีร่วมด้วย โดยในกรณีของไทยจะคำนวณรวมทรัพย์สินที่มีการยกให้ก่อนเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต 2-5 ปี
เมื่อพิจารณารายละเอียดของการจัดเก็บภาษีข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีประเภทนี้ คือ ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยในสังคมไทยจริงๆ เพียงเท่านั้น โดยข้อยกเว้นการจัดเก็บทรัพย์สินที่มีมูลค่าสุทธิ 50 ล้านบาท หรือต่ำกว่า ถือเป็นข้อยกเว้นในระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกในปัจจุบัน ในขณะที่อัตราการจัดเก็บภาษีที่ 10% ณ มูลค่าทรัพย์สินระดับ 50 ล้านบาท ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เกือบจะต่ำที่สุดในโลกได้
ในทางทฤษฎี การจัดเก็บภาษีมรดกส่งผลดีหลายประการ ทั้งแง่การส่งเสริมประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และแง่การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีมรดกที่มีการออกแบบอย่างเหมาะสม จะส่งผลให้เกิดการสะสมทุนและทรัพย์สินในระดับที่เหมาะสม กระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในปัจจุบัน ไม่เกิดการสะสมทรัพย์สินเพื่อเก็งกำไรมากจนเกินไป เกิดการกระจายทรัพย์สินไปสู่ภาคส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม จูงใจให้มีการบริจาคเงินให้กับองค์กรสาธารณกุศล นอกจากนั้นยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับรัฐบาล โดยไม่กระทบผู้ที่มีฐานะไม่สู้ดีนักได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของหลายๆ ประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกหรือเคยจัดเก็บภาษีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่การนำเอาภาษีประเภทนี้ไปบังคับใช้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากการให้นิยามของคำว่ามรดกและการกำหนดเวลาคำนวณรวมทรัพย์สินจากการรับการให้นั้นก่อให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ในการหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงการเสียภาษีดังกล่าวได้
ลองพิจารณากรณีเจ้าของทรัพย์สินที่มีมูลค่าสุทธิราว 200 ล้านบาท อาจเอาชื่อลูกหลานหลายคนเข้ามารับมรดก ซึ่งทำให้ผู้รับมรดกแต่ละรายได้รับทรัพย์สินที่มีมูลค่าสุทธิไม่เกิน 50 ล้านบาท หรืออาจมีการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตั้งแต่ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทรัพย์สินที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ก่อนการเสียชีวิต 5 ปีจะไม่ถูกนำมาคำนวณรวมเพื่อเสียภาษีมรดก นอกจากนั้นอาจมีการเปลี่ยนเงินฝากหรือทรัพย์สินอื่นๆ บางส่วนไปเป็นทองคำแท่งหรือของสะสมหายากประเภทอื่น ซึ่งไม่น่าจะถูกจัดเก็บภาษีมรดกในปัจจุบันได้
นอกจากนั้น ในต่างประเทศยังมีการบันทึกถึงช่องทางหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมรดกที่มีความซับซ้อนอีกเป็นจำนวนมาก เช่น การจัดตั้งบริษัทหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยนำเอาหุ้นบุริมสิทธิมาใช้ประโยชน์ การทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินกับลูกหลานซึ่งไม่ถือเป็นการยกทรัพย์สินให้ การทำประกันชีวิตโดยให้ลูกหลานเป็นผู้รับผลประโยชน์ การตั้งกองทรัสต์เพื่อกระจายมูลค่ามรดก การทยอย
โอนทรัพย์สินในช่วงที่ราคาตลาดต่ำกว่าต้นทุน ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงการโอนทรัพย์สินบางส่วนไปไว้ในต่างประเทศอีกด้วย
ด้วยความไม่ชัดเจนในการนิยามและคำนวณมูลค่าของมรดก รวมถึงช่องทางการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีมรดกที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้มูลค่ารวมของการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศต่างๆ อยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก โดยระยะหลังภาษีมรดกสร้างรายได้ให้กับประเทศที่จัดเก็บต่ำกว่า 1.5% เมื่อเทียบกับรายได้ภาษีทั้งหมดของรัฐบาล หรือต่ำกว่า 0.5% เมื่อเทียบกับ GDP ประเทศ ในขณะที่ต้นทุนจัดเก็บภาษีมรดกของประเทศมักจะอยู่ในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องมีฐานข้อมูลทรัพย์สินที่ดี ต้องมีกระบวนการรวบรวมและประเมินมูลค่า รวมถึงมีกรณีฟ้องร้องเกี่ยวกับวิธีการประเมินและการคำนวณภาษีมรดกเป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้หลายประเทศที่เคยจัดเก็บภาษีมรดกได้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีประเภทนี้ เช่น นอร์เวย์ สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และแคนาดา ในกรณีของไทย คงต้องติดตามและประเมินผลการจัดเก็บภาษีมรดกนี้หลังนำมาบังคับใช้จริงต่อไป







