
ทำอย่างไร...เมื่อประชาธิปไตยไม่คืบหน้า (จบ)
Joshua Kurlantzick นักวิชาการอาวุโสแห่ง The Council of Foreign Relations สหรัฐอเมริกา ได้เขียนหนังสือโดยหยิบเอาเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยในปี 2553 นำเสนอประเด็นสภาวะ “ถอยหลังเข้าคลอง” ของประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศทั่วโลก
Joshua Kurlantzick นักวิชาการอาวุโสแห่ง The Council of Foreign Relations สหรัฐอเมริกา ได้เขียนหนังสือโดยหยิบเอาเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยในปี 2553 นำเสนอประเด็นสภาวะ “ถอยหลังเข้าคลอง” ของประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศทั่วโลก
ในตอนที่แล้ว Kurlantzick ได้ตั้งคำถามถึงการแทรกแซงทางการเมืองโดยตรงของกองทัพที่มีแนวโน้มว่าจะหมดไปแล้วเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง รวมถึงตั้งคำถามว่าทำไมความสำเร็จในการโค่นล้มผู้นำเผด็จการของประชาชนในโลกอาหรับ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ในหลายประเทศจึงติดตามมาด้วยการกระชับอำนาจทางการเมืองของกองทัพมากกว่าการปฏิรูปกองทัพให้เป็นสถาบันการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตย
ในตอนนี้ Kurlantzick อธิบายต่อว่า กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ผู้นำเหล่านี้จะช่วยทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์มากขึ้นด้วยการลงแข่งขันทางการเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง แต่เมื่อชนะการเลือกตั้งเข้ามาแล้วพวกเขากลับมิได้ส่งเสริมให้หลักการในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้เกิดขึ้นเป็นจริง และไม่สนใจว่าการใช้อำนาจของตนจะเป็นไปตามหลักนิติธรรม และเป็นไปเพื่อพิทักษ์รักษาเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคล ตลอดจนมุ่งคุ้มครองสิทธิของเสียงส่วนน้อยหรือไม่
กลายเป็นผู้นำที่เข้าสู่อำนาจตามรูปแบบของประชาธิปไตย แต่ทำให้วิถีปฏิบัติตามครรลองประชาธิปไตยอ่อนแอลงเสียเอง
การดำรงอยู่ในตำแหน่งของผู้นำเหล่านี้ยิ่งต่อเนื่องและยาวนานเท่าไร ยิ่งส่งผลให้ความโกรธและไม่พอใจของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองมีมากขึ้นเท่านั้น และที่เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีกก็คือความโกรธและความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับนี้ ได้นำไปสู่ความต้องการที่จะโค่นล้มอำนาจของผู้นำเหล่านั้นด้วยวิธีการรุนแรง เริ่มจากการชุมนุมประท้วงและพัฒนาไปถึงขั้นเรียกร้องหรือเปิดทางให้เกิดการรัฐประหาร
ในทัศนะของ Kurlantzick สภาวะถดถอยของประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นทั่วโลกนอกจากจะเกิดจากปัจจัยภายในของประเทศนั้นๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจัยภายนอกอันได้แก่บริบทของระบบเศรษฐกิจการเมืองในโลกยุคปัจจุบันยังมีส่วนในการกระตุ้นให้ประชาชนทั้งที่เป็นชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานในประทศกำลังพัฒนาไม่เห็นคุณค่าของการรักษาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงยั่งยืน
ดังจะเห็นได้จากท่าทีอันขึงขังของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาที่เคยมีต่อการส่งเสริมผลักดันการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสร้างรากฐานที่มั่นคงของประชาธิปไตยในช่วงสงครามเย็นที่ดูเหมือนว่าจะอ่อนกำลังลงไปมาก ซึ่ง Kurlantzick วิเคราะห์ว่าเป็นผลโดยตรงจากการมีอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศที่มิได้ใช้รูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างจีน
ความสำเร็จของจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ทำให้การอ้างถึงคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยในการสร้างความอยู่ดีมีสุขของประเทศประชาธิปไตยตะวันตกและประเทศประชาธิปไตยใหม่ทั้งหลายค่อยๆ แผ่วเบาลง สภาวะแวดล้อมของระบบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศในโลกปัจจุบัน จึงมีความซับซ้อนและสร้างความท้าทายใหม่ๆ ต่อแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยในทศวรรษข้างหน้า
ภายใต้สถานการณ์ปัญหาที่กล่าวมา Kurlantzick เสนอว่า การจะทำให้ประชาธิปไตยที่กำลังถดถอยให้กลับเดินหน้าไปสู่ความก้าวหน้าและยั่งยืนได้นั้น เป็นภาระของทั้งผู้นำและประชาชนที่ต้องร่วมกันผลักดัน เริ่มจากการจัดการกับความคาดหวังของประชาชนที่ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตและความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคม โดยพยายามรักษาพลังสนับสนุนที่สาธารณชนส่วนใหญ่มีต่อกระบวนการประชาธิปไตย แต่ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้กระบวนการดังกล่าวเป็นช่องทางให้ผู้นำเผด็จการแบบที่เคยเป็นมาในอดีตกลับเข้ามามีอำนาจได้อีก
ภารกิจที่สำคัญประการต่อมาคือการรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการหลีกเลี่ยงมาตรการใดๆ ก็ตามที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจตกต่ำ ชนชั้นกลางจะเริ่มหวั่นวิตกว่านักการเมืองจะอาศัยสถานการณ์ดังกล่าวในการนำเสนอนโยบายเพื่อเอาอกเอาใจคนยากคนจน ซึ่งโดยมากมักจะเป็นนโยบายที่ไปกระทบกับการถือครองทรัพย์สินและฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของชนชั้นกลาง
ความรู้สึกไม่มั่นคงดังกล่าวที่เพิ่มสูงขึ้นมักก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสถานการณ์ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้กองทัพเข้าแทรกแซงเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง
ดังนั้น การรักษาเสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกทางการเมืองที่สามารถป้องกันมิให้ผู้นำเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจได้ ตามความเห็นของ Kurlantzick จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ
อย่างไรก็ตาม การรักษาเสถียรภาพและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้าสำหรับ Kurlantzick มิใช่การยอมรับรูปแบบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น ของประเทศจีน แต่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าการธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้อย่างหนักแน่นเท่านั้นที่จะทำให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปอย่างมั่นคงได้ เนื่องจากแม้ระบอบประชาธิปไตยจะมิใช่ระบอบการเมืองแบบเดียวที่สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแก่ประเทศและความอยู่ดีกินดีแก่ประชาชนได้
แต่ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ให้การรับรองและคุ้มครองหลักการในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้มากกว่าระบอบการปกครองใดๆ
ด้วยเหตุนี้ การยอมรับและเคารพในผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กติกาที่เป็นธรรมจึงมีความสำคัญ แต่ก็ต้องระลึกไว้เสมอว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้นสำหรับการสร้างประชาธิปไตย
บันไดขั้นต่อๆ ไปที่ต้องผลักดันให้เกิดเป็นจริงขึ้นตามมาด้วยก็คือการทำให้กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การขับเคลื่อนผลักดันการพัฒนาประชาธิปไตยให้ “คืบหน้า” ลำพังแต่ความมุ่งมั่นและสติปัญญาของผู้นำหรือของประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ แต่การจะทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปบนเส้นทางแห่งความก้าวหน้าและยั่งยืนได้เป็นภาระของผู้นำและประชาชนทั้งสองฝ่ายที่ต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดผลเป็นจริงขึ้นมา







