
ต้อนรับความเสี่ยงปีใหม่
ก่อนที่จะได้อ่านบทความแรกสำหรับปี 2558 ผมขอถือโอกาสในเทศกาลขึ้นปีใหม่นี้ อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและพระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านศรัทรา จงดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านทุกท่านจงประสบแต่ความสุขสวัสดีโดยถ้วนหน้ากัน
ก่อนที่จะได้อ่านบทความแรกสำหรับปี 2558 ผมขอถือโอกาสในเทศกาลขึ้นปีใหม่นี้ อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและพระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านศรัทรา จงดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านทุกท่านจงประสบแต่ความสุขสวัสดีโดยถ้วนหน้ากัน
สำหรับปีนี้ผมยังเชื่อว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับโลกยังคงจะไม่หายไปไหน และอาจจะผันผวนกว่าปี 2557 เพราะดูเหมือนว่าสงครามเย็นในรูปแบบใหม่มีท่าทีว่าจะรุนแรงขึ้นและคงไม่มีใครยอมใครง่ายๆ เนื่องจากประเทศคู่กรณีอย่างรัสเซียกับอเมริกานั้น ถึงแม้หลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนอเมริกาจะเป็นเบี้ยบนหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
แต่ประเทศที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ถูกรุกรานจากต่างประเทศผู้คนล้มหายหลายสิบล้านคน ทรัพย์สินถูกทำลายย่อยยับเป็นเมืองๆ ไป แต่ไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดต่อสู้จนได้ชัยชนะเพื่อพิทักษ์ศักดิ์ศรี และความ
เป็นชาติเอกราชของตัวเองอย่างรัสเซียนั้น คงไม่ยอมให้ประเทศตะวันตกร่วมมือกันบีบบังคับโดยการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจให้ยอมถอนทหารออกจากดินแดนบางส่วนของยูเครนที่รัสเซียยึดครองไว้ และได้ผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนรัสเซีย เพราะประชากรส่วนใหญ่เป็นคนรัสเซีย เพื่อแลกกับการไม่ถูกแซงก์ชั่นแน่นอน
คำว่าดินแดนพ่อ หรือ Father Land นั้นเป็นคำศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้คนในชาตินี้ และสงครามเย็นครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าจะซับซ้อนยิ่งขึ้นเพราะประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจอย่างจีนอาจถูกดึงเข้ามาร่วมวงด้วย และก็คงต้องดูว่า ความสัมพันธ์แบบสามก๊กยุคใหม่จะส่งผลกระทบต่อดุลยภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกในอนาคตอย่างใด เพราะทุกคนย่อมยึดถือประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร
ที่พูดเรื่องนี้ เพราะในโลกยุคใหม่คงไม่มีประเทศไหนหลีกเลี่ยงผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากสงครามเย็นครั้งนี้ อย่างที่โบราณบอกว่าเมื่อใดที่ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ โดยเฉพาะหญ้าแพรกต้นเล็กๆ ที่เปิดกว้างอย่างประเทศไทยที่อาศัยรายได้จากการขายสินค้าส่งออกเพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์คือ เมื่อไรเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยก็จะมีปัญหาตามไปด้วย และบทพิสูจน์ฝีมือของผู้บริหารคือจะพาเรือลำเล็กๆ นี้ให้ฝ่าลมมรสุมไปได้
เพราะฉะนั้น ผมจึงฟังหูไว้หูที่มีผู้ทำตามอย่างไรตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2558 ว่าจะเติบโตดีขึ้นกว่าปี 2557 คือ อาจจะขยายตัวถึง 4.5-5% ซึ่งว่าไปแล้วไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมากสำหรับเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา และเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำที่ไม่ขยายตัวเลย จากปี 2556 แต่ปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายที่ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2557 ไม่ขยายตัวนั้นผลคงดำรงอยู่ครบถ้วน ทั้งความต้องการสินค้าส่งออกจากต่างประเทศที่ชะลอตัวลงจากเดิม การบริโภคส่วนบุคคลซึ่งซบเซาเพราะผู้คนไม่มีกำลังซื้อ และเพื่อการส่งออกและการบริโภคไม่ขยายตัว การลงทุนก็ยากที่จะขยายตัวนำไปก่อน คงเหลือแต่การลงทุนภาครัฐที่ฝากความหวังไว้ว่าจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างที่ทราบกัน
ความจริงถ้าจะวิเคราะห์กันให้ละเอียดก็พอจะทำได้แต่ผมไม่อยากเสียเวลา เพราะว่าไปแล้วสามารถที่จะลอกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในปี 2556-2557 มาใช้ได้ โดยเฉพาะบทวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2557 ที่หลายสำนักคาดว่าจะขยายตัว 4-4.5% จากการส่งออกที่คาดว่าจะดีขึ้น การลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัวขึ้น และการบริโภคภาคเอกชนที่อาจจะขยายตัวขึ้นเพราะการปรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ผลที่ออกมาจริงก็ทำได้ เกิดขึ้นเช่นนั้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ยอมรับว่า ปัจจุบันที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวที่ดูเหมือนว่ากำลังจะฟื้นขึ้นจากไข้ ส่วนที่เหลือทั้งยุโรป จีน ญี่ปุ่นต่างยังไม่หายจากการปวดหัวตัวร้อน และยังคลำหาสาเหตุและวางยาแก้ไขที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียกำลังถูกรุมเล่นงานรอบด้าน เพราะฉะนั้นความหวังที่การส่งออกของไทยจะฟื้นขยายตัว 7-8% อย่างที่พูดกันจึงเป็นการตั้งความหวังในแง่ดีเหมือนปีที่กำลังจะผ่านไป แต่คงไม่ง่ายที่จะขยายตัวได้จริง
เพราะฉะนั้น อย่างที่เคยพูดมาแล้วหลายครั้งว่า ถ้าไม่รวยจริง ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคหรือลงทุนก็ตาม ควรตั้งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจะรับความเสี่ยงได้เป็นหลักดีกว่าการใช้จ่ายหรือลงทุนเกินตัวเพื่อหวังกำไรลูกเดียว อย่างน้อยขาดทุนกำไรดีกว่าเจ๊งใช่ไหมครับ ในสภาพความเป็นจริงที่มีความเสี่ยงที่ไม่มีใครทราบว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไรอยู่สองด้าน
สถาบันการเงินหลายแห่ง สถาบันการเงินของไทยและต่างประเทศต่างให้คำทำนายทายทักออกมาเหมือนกันว่า อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐในปีหน้าจะผันผวนขึ้นลงรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในปีนี้ และไม่แน่ว่าถ้าผันผวนมากจนเกิดแรงกดดันค่าของเงินบาททำให้เงินต่างประเทศไหลออก จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ ที่คาดว่าจะต้องออกมาระดมทุนกันในปีหน้าหลายแสนล้านบาทได้หรือไม่
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ว่าไปแล้วเป็นโจทย์ที่ยังไม่มีคำตอบซึ่งจะทราบได้จริงๆ ต่อเมื่อการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นจริงแล้วเท่านั้น สรุปสั้นๆ คือยิ่งอัตราแลกเปลี่ยนก็ดี อัตราดอกเบี้ยก็ดี มีโอกาสที่จะผันผวนมากขึ้นเท่าไร ความเสี่ยงก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เราจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ถ้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ก็ไม่ควรเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
ก็หวังอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านจะมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานโดยถ้วนหน้ากัน
สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับ







