
‘ถอดถอน’ ระเบิดเวลาการเมือง
เปิดศักราชใหม่ด้วยประเด็นร้อนกับคดีการถอดถอนในมือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เปิดศักราชใหม่ด้วยประเด็นร้อนกับคดีการถอดถอนในมือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. นัดแถลงเปิดสำนวนคดีถอดถอน นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา จากปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ต่อเนื่องวันที่ 9 ม.ค. แถลงเปิดสำนวนคดีถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประเด็นการปล่อยปละให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว
ทั้งสองคดีเป็นที่จับตาเป็นพิเศษเพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ล้วนแต่สุ่มเสี่ยงจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระลอกใหม่
แถมจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงกระบวนการปฏิรูปและเสถียรภาพรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
สัญญาณชัดเจนจาก พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ที่ห่วงว่าคดีจะส่งผลกระทบไปถึงกระบวนการปฏิรูป
“สิ่งที่ สนช.ทำได้ดีที่สุด คือการพิจารณาโดยยึดหลักความเป็นธรรม ความยุติธรรม ยึดหลักกฎหมาย เป็นคำตอบ โดยความเป็นธรรมในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า ถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้ เขาก็อาจจะทำความเข้าใจได้ เป็นวิธีการอย่างหนึ่งของระบบกฎหมายที่สร้างขึ้นมา และกระบวนการก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ สนช.ต้องระวัง”
ไม่ต่างจาก อภิสิทธิิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมา “ฟันธง” ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ล้วนแต่ต้องมีคนไม่พอใจและย่อมถือเป็นหนึ่งในปัจจัยความขัดแย้งทางการเมือง
กระบวนการพิจารณาของ สนช.ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนนับจากนี้ จึงเป็นที่จับตาว่าอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระลอกใหม่
ทั้งในแง่ข้อกฎหมายที่ยังเห็นแตกต่าง เริ่มตั้งแต่ประเด็นการถอดถอนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า สนช.ไม่มีอำนาจพิจารณา เพราะหลังรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถือเป็นต้นเรื่องของการถอดถอน ถูกฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหาร กระบวนการพิจารณาย่อม
ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ แต่อีกฝ่ายเห็นว่าสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังคงอยู่
อีกมุมหนึ่งมีความเป็นห่วงเรื่อง อำนาจ สนช.ท่ี่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ได้ระบุเรื่องอำนาจถอดถอน แม้อีกฝ่ายจะเห็นต่างว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดช่องให้ สนช.ทำหน้าที่ สส.และ สว. ซึ่งสุดท้ายคงอยู่ที่ สนช.ว่าจะตัดสินใจอย่างไร
แต่ประเด็นที่เป็นห่วงกันก็คือการหยิบยกผลการลงมติของ สนช.มาเคลื่อนไหวต่อไป ยิ่งหากเป็นกรณีที่ สนช.ลงมติถอดถอนยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่ง แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
แต่หากอย่างน้อย สนช. 132 เสียง จาก 220 เสียง จะลงมติถอดถอน ย่อมต้องถูกหยิบยกไปขยายผลจากฝั่งตรงข้ามว่าเป็นปฏิบัติการตัดตอนขั้วอำนาจเก่าออกจากการเมือง เพราะอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของพรรคเพื่อไทย หากถูกคดีถอดถอนจนต้องออกจากสนามการเมือง ย่อมเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเพื่อไทยที่ต้องปั้นใครขึ้นมารับไม้ต่อ
การหยิบประเด็นเรื่องถูกกลั่นแกล้งมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกคะแนนสงสาร จึงเป็นสิ่งทีี่คณะรัฐประหารเป็นห่วง เพราะนอกจากจะเกิดความไม่สงบแล้วยังอาจนำไปสู่กระแสตีกลับได้
ทำให้ระยะหลังเกิดสัญญาณเกี้ยเซี้ยป้องกันไม่อยากให้ทุกอย่างกระทบแผนปรองดอง สะเทือนไปถึงปฏิรูป
แต่แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นที่พอใจของฝ้่งตรงข้ามขั้วอำนาจเก่า และออกมาดักคอให้เดินหน้าเอาผิดแบบสุดซอยป้องกันทุกอย่างย้อนกลับมาเป็นปัญหาภายหลัง
ท่าทีของเพื่อไทยที่ผ่านมาจึงทำได้แต่เพียงเปิดเกมยื้อ ใช้เทคนิคทางกฎหมายดึงเวลาออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่ในขั้นตอนของ ป.ป.ช. เรื่อยมาจนถึง สนช.
สุดท้ายกระบวนการถอดถอนใน สนช.จึงถือเป็นดัชนีชี้วัดความร้อนแรงทางการเมืองที่สำคัญประเด็นหนึ่ง
แถมเวลานี้ไม่ได้มีแค่สองคดี แต่ยังมีทั้งคำร้องขอถอดถอนล็อตต่อไป 38 อดีต สส.และ สว. และล็อตหลังอีก 200 กว่าคนที่จ่อเข้าสู่วาระเร็วๆ นี้
สถานการณ์การเมืองนับจากนี้จึงเต็มไปด้วยความร้อนแรงที่พร้อมจะปะทุขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้







