posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (20)

ตุลาการภิวัฒน์ในสหรัฐอเมริกา (20)

06 มกราคม 2558

ดี รูสเวลต์ จากพรรคเดโมแครต ชนะเลือกตั้ง และทำพิธีสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2476 (ปัจจุบันรัฐธรรมนูญเปลี่ยนวันรับตำแหน่งใหม่เป็นวันที่ 20 ม.ค.)

ดี รูสเวลต์ จากพรรคเดโมแครต ชนะเลือกตั้ง และทำพิธีสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2476 (ปัจจุบันรัฐธรรมนูญเปลี่ยนวันรับตำแหน่งใหม่เป็นวันที่ 20 ม.ค.)

เมื่อได้รับการเสนอชื่อลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี รูสเวลต์ได้ประกาศว่า “ชายและหญิงทั่วทั้งชาติ ขอให้ลืมปรัชญาการเมืองของรัฐบาล ขอให้มองมาที่เราเพื่อการชี้นำสู่โอกาสที่เท่าเทียมมากขึ้น ที่จะแบ่งปันความมั่งคั่งแห่งประชาชาติ ผมขอปฏิญาณตนที่จะใช้นโยบายรื้อปรับใหม่ (New Deal) เพื่อประชาชนอเมริกัน นี่มิใช่เพียงการรณรงค์ทางการเมือง แต่เป็นการระดมพลเพื่อทำศึก”

กล่าวกันว่า เมื่อเข้าสู่ทำเนียบใหม่ๆ รูสเวลต์ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนที่จะต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เชื่อกันว่าผู้มีส่วนสำคัญท่านหนึ่งในการทำให้นโยบายนี้ปรากฏเป็นรูปธรรม คือ ฟรานเซส เพอร์คินส์  ซึ่งรูสเวลต์เลือกมาเป็นรัฐมนตรีแรงงาน เธอเสนอนโยบาย “ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ การชดเชยด้านแรงงาน การชดเชยกรณีว่างงาน การออกกฎหมายห้ามการใช้แรงงานเด็ก การบรรเทาทุกข์คนว่างงาน การประกันสังคม การสร้างงาน และการประกันสุขภาพ”

รูสเวลต์เป็นนักการเมืองที่โดดเด่นตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น แต่เมื่ออายุได้ 39 ปี เขาต้องประสบวิกฤตครั้งสำคัญในชีวิต เพราะป่วยเป็นโรคโปลิโอ ซึ่งทำให้เขาเป็นอัมพาตท่อนล่าง แต่วิกฤตกลายเป็นโอกาสทำให้เขาได้รู้ถึงทุกข์ยากของผู้คนได้ดีกว่าคนทั่วไป

รูสเวลต์เริ่มงานอย่างฉับไวด้วยโครงการต่างๆ มากมาย ในช่วงร้อยวันแรก ซึ่งรัฐสภาให้ความร่วมมืออย่างดี ตอบสนองทุกข้อเสนอของประธานาธิบดี

วอลเตอร์ ลิปป์แมนน์ นักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของสหรัฐ เขียนไว้ว่า “ตอนปลายเดือน ก.พ. เราตกอยู่ในสภาพไร้ระเบียบ เต็มไปด้วยฝูงชนและฝักฝ่ายที่เสียขวัญ แต่ร้อยวันนับจากเดือน มี.ค.-มิ.ย. เรากลับเป็นชาติที่มีการจัดระเบียบและเชื่อมั่นในพลังที่จะสร้างความมั่นคง และสามารถควบคุมอนาคตของเราได้”

วันที่ 9 มี.ค. 2476 เพียง 5 วัน หลังพิธีลงนามเข้ารับตำแหน่ง รูสเวลต์ส่งร่างกฎหมายแก้ปัญหาฉุกเฉินของธนาคาร (Emergency Banking Bill) เข้าสู่รัฐสภา ซึ่งออกมาเป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้ในวันเดียวกัน ให้ธนาคารที่ดีที่ถูกปิดไปมากมายสามารถเปิดดำเนินการได้ภายใต้การกำกับดูแล เพียง 3 วัน หลังจากนั้น ธนาคาร 2 ใน 3 ในระบบของธนาคารชาติเปิดทำการได้ ต่อมามีกฎหมายจัดตั้งบรรษัทประกันเงินฝาก (Federal Deposit Insurance Corporation เรียกชื่อย่อว่า FDIC) ประกันเงินฝากในวงเงิน 2,500 เหรียญสหรัฐ ทำให้ปัญหาคนแห่ไปถอนเงินจนทำให้ธนาคาร “เจ๊ง” หมดไป

นโยบายนิวดีลของรูสเวลต์แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ เรียกว่า “3 อาร์” (3Rs) ได้แก่ 1) การบรรเทาทุกข์ (Relief)  2) การฟื้นฟู (Recovery) และ 3) การปฏิรูป (Reform) สรุปสั้นๆ คือ การบรรเทาทุกข์ให้แก่คนตกงานและคนยากจน การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้คืนสู่สภาวะปกติ และการปฏิรูประบบการคลัง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำซ้ำ

นโยบายนิวดีลบังเกิดผลอย่างรวดเร็ว สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งเฉพาะหน้าและอย่างยั่งยืน ทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดี  9 สมัยต่อมา พรรคเดโมแครตได้ชัยชนะถึง 7 ครั้ง และประธานาธิบดีที่มาจากพรรครีพับลิกันก็ยังคงสนับสนุนนโยบายนี้แทบทุกโครงการ ในส่วนของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ก็ได้รับเลือกตั้งติดต่อกันถึง 4 สมัย ทำลายสถิติของประธานาธิบดีอเมริกันทุกคน จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่งด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2788

ขณะที่คะแนนนิยมของรูสเวลต์ขึ้นสู่กระแสสูงยิ่ง ศาลสูงสุดหาได้คล้อยตาม “กระแส” ความนิยมของมหาชนไม่ เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเช่นกันว่า รูสเวลต์กำลังจะกลายเป็นเผด็จการเสียงข้างมากของคณะตุลาการ ซึ่งเกือบทุกคนได้รับเสนอชื่อแต่งตั้งจากฝ่ายตรงข้าม คือ พรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะกลุ่ม “จ๊อกกี้สี่สหาย” สามารถดึงตุลาการคนที่ 5 คือ โอเวน โรเบิร์ตส์ ทำให้เป็นฝ่ายเสียงข้างมาก คอยล้มกฎหมายที่ออกมาตามนโยบายนิวดีลลงไปได้หลายฉบับ ซึ่งก่อผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายนิวดีลอย่างมาก

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2478 ศาลสูงสุดลงมติ 5 ต่อ 4 ในคดีระหว่างคณะกรรมการเกษียณอายุของการรถไฟกับบริษัทรถไฟอัลตัน (Railroad Retirement Board v. Alton Railroad Co.) ที่รัฐบาลพยายามจูงใจให้พนักงานรถไฟสูงอายุลาออก เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่มีงานทำ แต่ศาลสูงสุดตัดสินให้ฝ่ายรัฐบาลแพ้

เพียง 3 สัปดาห์หลังจากนั้น ชาร์ลส์ อีแวนส์ ฮิวจ์ส ประธานศาลสูงสุดในขณะนั้น ได้แสดงจุดยืนอันแข็งกร้าวอีกครั้ง ด้วยการอ่านคำพิพากษาอีก 3 ฉบับ ในวันเดียวกัน เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2478 ตัดสินให้รัฐบาลแพ้คดีทั้ง 3 คดี ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์

สองคดีที่ประกาศ คือ คดีหลุยส์วิลล์ กับ แรดฟอร์ด และคดีบริษัทสัตว์ปีกเชคเตอร์กับสหรัฐที่ได้กล่าวถึงแล้ว อีกคดีเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีปลดวิลเลียม ฮัมฟรีย์ ออกจากตำแหน่งในคณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติ ฐานต่อต้านนโยบายนิวดีล ฮัมฟรีย์ ฟ้องคดีและเสียชีวิตไปก่อน ภรรยาสู้คดีต่อมาและชนะ

ประธานาธิบดีรูสเวลต์ไม่พอใจมาก เพราะเมื่อ 9 ปีก่อนในคดีระหว่างไมเออร์สกับสหรัฐ  ศาลสูงสุด ซึ่งอดีตประธานาธิบดีทัฟต์เป็นประธานตุลาการเคยตัดสินว่าประธานาธิบดีมีอำนาจปลดผู้บริหารได้ รูสเวลต์จึงตัดสินใจเตรียมทำสงครามกับศาล โดยใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกกันทั่วไปว่า “แผนมัดตราสังศาล” (Court Packing Plan)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท