
ปั้นกฎหมายหลักประกัน อุ้มเอสเอ็มอี
การประกาศนโยบายผลักดันให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นวาระแห่งชาติ นับเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
การประกาศนโยบายผลักดันให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นวาระแห่งชาติ นับเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม รายงานว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย มีจำนวน 2.72 ล้านราย คิดเป็น 98.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด โดยมีมูลค่าสูงถึง 4.45 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 38.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก
แต่จนถึงบัดนี้ วาระแห่งชาติของเอสเอ็มอียังเดินหน้าไม่ถึงไหน เพราะรัฐบาลมัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจอยู่ จนมีคำถามว่า ความสำคัญของเอสเอ็มอีอยู่ลำดับที่เท่าไหร่กันแน่ในใจของรัฐบาล
ทุกวันนี้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนาและช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอง ก็โดดเข้ามาร่วมวงจัดระบบข้อมูลเอสเอ็มอี และร่วมกับกระทรวงการคลังพิจารณามาตรการเข้าถึงสินเชื่อผ่านนาโนไฟแนนซ์
ทว่า เมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่ธุรกิจรายกลางและรายย่อมต้องเผชิญอยู่ขณะนี้ พิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอที่จะทำให้เอสเอ็มอีที่ฝืดเคืองกลับเข้มแข็งขึ้นมาได้
พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ จึงถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่เป็นความหวังว่าจะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นเจ้าภาพเสนอคณะรัฐมนตรี และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของร่างกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทุกรัฐบาลมาตลอด 10 ปี แต่ก็ไม่คืบหน้า ทั้งที่เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะมีหลักทรัพย์ในการขอสินเชื่อที่หลากหลายขึ้น จากเดิมจะใช้แต่ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อ
การที่ชนิดของหลักทรัพย์ค้ำประกันมีประเภทที่จำกัด ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีบางราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการที่เน้นเงินหมุนเวียน ที่มีหลักทรัพย์ไม่มากพอ ต้องหน้าแห้งเพราะไม่มีอะไรจะไปค้ำประกันได้
ถ้าการออกกฎหมาย พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ไม่มีปัญหาอะไร ก็อาจจะได้เห็นการบังคับใช้กฎหมายในปี 2558 จะทำให้ธุรกิจมีช่องทางเพิ่มมากขึ้น เพราะนั่นหมายถึง ผู้ประกอบการสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองมาค้ำประกันได้ เช่น สินค้าคงคลัง ใบคำสั่งซื้อสินค้า ตราสารหรือพันธบัตร หรือแม้กระทั่งทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจได้ โดยที่เจ้าหนี้ไม่ต้องถือครองหลักประกัน
อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายสำคัญเช่นนี้ ต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมพิจารณาด้วยว่า มีช่องโหว่ในจุดใดที่อาจเป็นปัญหาในอนาคต เพราะหากปล่อยไปถึงขั้นพิจารณาของสภา หรือตอนนี้คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เวลาจะถูกบีบจนไม่อาจตรวจสอบให้รอบคอบ
อย่าให้เป็นเหมือนกรณีตัวอย่างร้อนๆ จาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ว่าด้วยการค้ำประกันและจดจำนองกฎหมายค้ำประกัน ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ก.พ. 2558 นี้แล้ว แต่หลายฝ่ายยังมะงุมมะงาหรา หาทางออกปัญหาที่จำกัดการเข้าถึงสินเชื่ออยู่
คราวนี้ สศค.จึงต้องพูดคุยหารือกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ธปท. สมาคมธนาคารไทย ภาคเอกชน กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเข้ามาดูร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างถี่ถ้วน ก่อนนำเข้าสู่ขั้นตอนตรากฎหมาย
ภาคสถาบันการเงิน ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้โดยตรง ในฐานะผู้ปฏิบัติจริง ซึ่ง บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ก็เห็นถึงประโยชน์ของกฎหมายนี้ จึงให้ความสำคัญมากและผลักดันมาตลอดนับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานสมาคมธนาคารไทย จนกระทั่งมามีบทบาทในฐานะ สนช. ก็ยังผลักดันอย่างจริงจัง
แม้จะเห็นด้วยในหลักการ แต่ยังมีวิธีการปฏิบัติบางประการ ที่ภาคสถาบันการเงินเป็นห่วงว่าจะเป็นข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย
ประเด็นที่สมาคมธนาคารไทยเป็นห่วง คือ กรณีการผิดนัดชำระหนี้หรือกลายเป็นหนี้เสียแล้วจะมีเงื่อนไขวิธีปฏิบัติในการยึดทรัพย์อย่างไร
หากเป็นหลักประกันประเภทเดิม คือ ที่ดินสิ่งปลูกสร้างยังสามารถยึดได้ แต่เมื่อหลักประกันใหม่ เช่น สินค้าคงคลังประเภทของสด ซึ่งมีวันหมดอายุ หากรอกระบวนการศาล ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบเมื่อใด หลักประกันของสดนั้นคงเน่าเสีย สิ้นมูลค่าไปแล้ว
สมาคมธนาคารไทยจึงเสนอให้กำหนดหลักประกันบางประเภท สามารถยึดทรัพย์ได้โดยไม่ผ่านกระบวนการศาล
ข้อเสนอดังกล่าวเป็นประเด็นละเอียดอ่อนพอสมควร เพราะการยึดทรัพย์โดยปกติต้องผ่านกระบวนการศาลเพื่อชี้ขาด หากเห็นชอบกับทางสถาบันการเงิน ก็อาจเป็นจุดบอดของกฎหมายที่ถูกครหาว่าไม่ยุติธรรม ไปเข้าข้างเจ้าหนี้ และมาลิดรอนสิทธิลูกหนี้หรือไม่
ทางออกในเรื่องนี้ไม่ได้ปิดตายเสียทีเดียว แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมาระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกอย่างจริงจัง เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ออกมามีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย ไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
อาจจะต้องมีการระบุชนิดหลักประกันให้ชัดเจน และกำหนดเงื่อนไขการยึดทรัพย์ของหลักประกันประเภทต่างๆ ซึ่งส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังทำบัญชีประเภทหลักประกันแบบใหม่อยู่ ซึ่งอาจช่วยให้แยกแยะหลักทรัพย์แบบใหม่ที่มีความเป็นไปได้ในการนำมาใช้เป็นหลักประกันได้ง่ายขึ้น หรือการทำประกาศแนบท้ายระบุถึงข้อยกเว้นบางประการ
ในเรื่องนี้กระทรวงการคลังต้องเป็นเจ้าภาพลงไปคลุกวงใน เพราะถ้าออกกฎหมายมาแล้วใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติก็เปล่าประโยชน์ เสียเวลา แถมยังเสียหน้าอีก
นอกจากนี้ จะกลายเป็นปัญหาคาราคาซังต่อเนื่องไปถึงรัฐบาลใหม่ ที่อาจต้องมารื้อกฎหมายเพื่อแก้ไขหลายครั้งหลายครา
อย่าให้เรื่องแบบนี้มาเกิดขึ้นกับกฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อย่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจเลย







