
วางแผนภาษีนาทีแรก
สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน เริ่มต้นปีใหม่ อะไรๆ ก็ช่างดูสดใสไปหมด ปลอดโปร่งโล่งใจ เนื่องจากมีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน
สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน เริ่มต้นปีใหม่ อะไรๆ ก็ช่างดูสดใสไปหมด ปลอดโปร่งโล่งใจ เนื่องจากมีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน บรรยากาศช่างต่างจากเมื่อตอนสิ้นปี ที่อะไรๆ ก็ดูเร่งรีบไปหมด ทั้งเคลียร์งาน ปิดงบ วิ่งเข้าธนาคารทำธุรกรรมต่างๆ รวมถึงซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เลยทำให้วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องการวางแผนภาษี ว่าเราสามารถทำได้ตั้งแต่นาทีแรกของปี ไม่ต้องรอนาทีสุดท้ายให้ชีวิตวุ่นวายและอาจไม่ได้มีเวลาตัดสินใจให้ดี
ในวันนี้จะมุ่งประเด็นไปที่การประหยัดภาษีจากค่าลดหย่อนร้อยแปดพันเก้าที่ทางสรรพากรบอกว่ามีรายการอยู่มากมาย ค่าลดหย่อนแรกที่เราต้องรีบพูดถึงคือ ค่าซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แฝดคู่สวยที่แฝดน้องอาจต้องมีอันพลัดพรากไปในปี 2559 สำหรับรายการลดหย่อนคู่นี้ คนส่วนใหญ่มักรอจังหวะในการเข้าซื้อ ซึ่งพอจะซื้อแต่ละที ก็รู้สึกว่ารออีกหน่อยก็ได้ จนต้องตัดสินใจนาทีสุดท้าย จึงทำให้มหกรรมยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีลดภาษีนาทีสุดท้ายมีผู้คนแห่แหนมาร่วมงานมากมาย ยิ่งปลายปีที่ผ่านมาเป็นช่วงตกต่ำของตลาดหุ้นไทยลงกันเป็นว่าเล่น เรียกกันได้ว่า ต้องลุ้นกันว่า วันนี้จะลงกี่จุด จึงอาจเป็นแรงสนับสนุนให้คนส่วนใหญ่คิดว่าการรอจนนาทีสุดท้ายเป็นผลดี แต่จริงๆ แล้ว จากสถิติที่ผ่านมา ช่วงปลายปีส่วนใหญ่จะเป็นช่วงจังหวะขาขึ้น เพราะคนมาซื้อกองทุนเยอะ กองทุนก็มาซื้อหุ้นเยอะ เลยทำให้คึกคักทันตาเห็น แต่ปีนี้นับว่าผิดไปจากปกติ เนื่องจากมีผลกระทบจากข่าวต่างๆ
ดังนั้น เพื่อให้มีการวางแผนภาษีที่ดี เราควรประมาณการรายได้ทั้งปีและคำนวณออกมาว่าจะลงทุนในกองทุน RMF และ LTF เท่าใด และค่อยๆ ทยอยซื้อตั้งแต่ต้นปีมาเรื่อยๆ โดยอาจใช้หลักการของ Dollar Cost Average (DCA) หรือหลักการอื่นๆ ที่เป็นการเฉลี่ยซื้อ หากจะตั้งคำถามว่า การลงทุนในกองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงหรือไม่ คงต้องยกประโยคยอดฮิตมาตอบว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ดีการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนประเภทดังกล่าว เราได้ประโยชน์ทันทีจากการลดหย่อนภาษี และมีแนวโน้มที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ผู้ลงทุนในกองทุน RMF ยังได้ประโยชน์ในการเก็บออมเพื่อวัยเกษียณ ที่จะขายได้ก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี เพราะฉะนั้นค่าลดหย่อน 2 รายการนี้ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง
ต่อเนื่องในเรื่องการออมเพื่อวัยเกษียณ คือ ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยเพิ่มเติมค่าลดหย่อนจากประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ 100,000 บาทได้อีก 200,000 บาท ซึ่งค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของแบบประกันชีวิตที่กำหนด ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ และเมื่อรวมกับยอดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ดูแล้วกว่าจะลดหย่อนได้ ต้องศึกษาเงื่อนไขเยอะไปหมด แต่มีประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี คือ ทำให้เราได้ออมเพื่อวัยเกษียณ จากการที่แบบประกันจะถูกกำหนดให้จ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวด เมื่อมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปี หรือกว่านั้น ทำให้รายการลดหย่อนนี้ก็เป็นอีกรายการที่น่าสนใจ ซึ่งเพื่อให้เกิดการวางแผนภาษีที่ดีและมีประสิทธิภาพ ควรจะซื้อประกันชีวิตกันตั้งแต่ต้นปีหรือกลางปีก็ได้ ไม่ต้องรอมาจนปลายปีให้มีค่าใช้จ่ายปลายปีงอกขึ้นมา ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องของขวัญปีใหม่ การจัดเลี้ยง รวมถึงการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจอยู่แล้ว
พูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายช่วงสิ้นปีรายการหนึ่งคือ รายจ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้เป็นค่าลดหย่อนเพื่อคำนวณภาษีได้ถึง 15,000 บาท/ปี และจะสิ้นสุดในปลายปี 2558 โดยมาตรการภาษีนี้ออกมาเพื่อจะช่วยกระตุ้นและส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งหลักฐานสำคัญในการลดหย่อน คือ ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี หากจะใช้รูปถ่าย Selfie หรือรูปหมู่ใดๆ มาเป็นหลักฐานแทนนั้น สรรพากรคงไม่คุยด้วย ต้องขอเอกสารมาให้ถูกต้อง โอกาสดีๆ หลายต่อ ทั้งได้เที่ยว ทั้งได้ช่วยประเทศชาติ ทั้งได้ลดหย่อนภาษี จึงห้ามพลาดเด็ดขาด ปีนี้ต้องรีบใช้สิทธิ ถ้าจะไปเมืองนอก ค่อยว่ากันปีอื่น
ก่อนจะดำเนินชีวิตต่อไปในปีมะแมนี้ พวกเราพลเมืองดี ที่รู้หน้าที่ในการเสียภาษีให้ถูกต้องเพื่อไปพัฒนาสังคมและประเทศชาติของเรานั้น ควรตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและได้ลดหย่อนตามสิทธิที่พึงมี จะได้มีเงินเหลือเก็บไว้ชำระค่าภาษีต่อเนื่องเป็นพลเมืองดีในปีต่อๆ ไป ขอให้ทุกท่านโชคดีปีใหม่







