
'จุดบอด' การศึกษาไทย ผลลัพธ์สวนทางคุณภาพ
8...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ผลสัมฤทธิ์ของการจัดการในระบบการศึกษาถูกสะท้อนผ่านผลการประเมินคุณภาพเฉลี่ยรายมาตรฐานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.ที่ระบุว่า เด็กไทยมีความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดไตร่ตรองอย่างสร้างสรรค์ มีวิจารณญาณและวิสัยทัศน์อยู่ในระดับต่ำ
ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดระดมความคิดเรื่อง แนวทางการปฏิรูปการศึกษาในการสร้างคน และสร้างความรู้เพื่อพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน มีเนื้อหาน่าสนใจ
นายพรชัย มาตังคสมบัติ กรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ที่จำเป็นในทำการวิจัยคือจะเตรียมคนอย่างไรให้เกิดสังคมที่สันติสุข ซึ่งคำตอบคือต้องทำให้เด็กมีทั้งความเก่งและความดี ความเก่งนั้น คือจะทำอย่างไรให้ผู้ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถเรียนรู้เองได้ตลอดเวลา คิดว่าการส่งเสริมตามธรรมชาติของเด็ก เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยได้
“
วิธีการสอนของเรามุ่งเน้นแต่เรื่องความจำ ไม่สอนให้คิดวิเคราะห์ คำถามที่เกิดขึ้นคือ เหตุใดเด็กไทยยังเชื่อง่าย ถูกหลอกง่าย ประเด็นอยู่ที่การวัดผล ซึ่งไม่ได้วัดทักษะด้านวิเคราะห์ สังเคราะห์ วัดแต่ว่าใครจะจำได้มากแล้วสำรอกออกมาได้เร็วที่สุดเท่านั้น” นายพรชัย กล่าวสำหรับความดีจะต้องส่งเสริมด้านจิตใจ โดยให้ยึดตามหลักคำสอนของทุกศาสนา เน้นไปที่การมีศีล สมาธิ ปัญญา เชื่อว่าโรงเรียนมีส่วนสำคัญในการผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องวิจัยว่าจะพัฒนาสิ่งเหล่านี้อย่างไรในบริบทของท้องถิ่นหรือธรรมชาติทางวัฒนธรรม
ด้าน นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า หากมองระบบการศึกษาไทย ออกเป็น 3 ส่วน คือปัจจัยนำเข้า กระบวนการจัดการ และผลลัพธ์ จะพบว่าในส่วนปัจจัยนำเข้านั้นนำเข้าทุกอย่างแก่เด็กตลอดเวลา เห็นได้จากงบประมาณด้านการศึกษาจะเพิ่มขึ้นตลอด แต่ด้านผลลัพธ์คุณภาพของเด็กตงลงเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าต้นทุนที่พยายามนำเข้าเพื่อสนับสนุนการศึกษาเสียเปล่า
ขณะที่ นายทองอินทร์ วงศ์โสธร กรรมการสภาการศึกษา เสริมว่า ถ้าคิดจะเขียนโครงการวิจัยแนะนำให้ยึดตามปัญหาหลัก 5 ข้อ คือ 1.ทำอย่างไรให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเมืองในกลุ่มสาระหลักเกิน 50% 2.ทำอย่างไรให้โรงเรียนได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) 3.ทำอย่างไรให้จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นจาก 8.7 ปี ในปี 2551 เป็น 12 ปี ในปี 2559 4.ทำอย่างไรให้เอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษามากขึ้น 5.ทำอย่างไรให้สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษามากขึ้น
นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ผลพวงจากการพัฒนาการศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้ตลาดงานมีความต้องการบุคลากรที่มีความเฉพาะมากขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้า อุปสงค์ต่อแรงงานก็ย่อมไม่ขยาย จึงจะเห็นได้ว่าประเทศไทยแม้มีการศึกษากระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่กลับมีแหล่งงานอยู่ที่เดียวคือกรุงเทพฯ
“
ทุกๆ 30% ของผู้ที่จบปริญญาตรีจะไม่มีงานทำ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่นิยมจ้างแรงงานระดับล่าง ซึ่งการศึกษาน้อย มีอายุ ค่าแรงถูก รวมทั้งแรงงานต่างด้าวเข้าไหลเข้ามาอีก คำถามคือจะเอาผู้ที่สำเร็จการศึกษาไปไว้ที่ไหน” นายยงยุทธ กล่าวนอกจากนี้ สังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะสายช่างและอาชีวศึกษา ซึ่งจะตรงกันข้ามกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตลาดงานในประเทศจึงขาดแคลนผู้มีความรู้ด้านนี้จำนวนมาก
“
ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาเชิงนโยบายต้องเน้นไปที่คุณภาพ คุณวุฒิวิชาชีพ เช่น เร่งปรับการทดสอบมาตรฐานการสอน หากโรงเรียนไหนไม่ผ่านการทดสอบและยังไม่พัฒนาตัวเองก็ให้สั่งปิดโรงเรียนไปเลย หรือถ้าเด็กคนไหนสอบไม่ผ่านก็ต้องยอมให้ซ้ำชั้น” นายยงยุทธ กล่าวแม้ว่า วช. จะเคยกำหนดหัวข้อการวิจัยเรื่อง
“การปฏิรูปการศึกษา” โดยหวังนำผลการวิจัยมากำหนดเป็นนโยบาย หรือเป็นข้อเสนอแนะให้เกิดประโยชน์ แต่ข้อเท็จจริงคือผลงานดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้






