posttoday
จีนปรับทัพรับปีแพะ เน้นสมดุลปฏิรูป มุ่งเอเชีย

จีนปรับทัพรับปีแพะ เน้นสมดุลปฏิรูป มุ่งเอเชีย

05 มกราคม 2558

ผ่านปีม้าแบบไม่ค่อยราบรื่นนักสำหรับมหาอำนาจหมายเลขสองของโลกอย่างประเทศจีน ที่ต้องเผชิญหน้ากับสารพัดมรสุมตลอดปี 2014 ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ จนการขยายตัวเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จีน หวุดหวิดจะพลาดเป้าที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งกำหนดไว้

ผ่านปีม้าแบบไม่ค่อยราบรื่นนักสำหรับมหาอำนาจหมายเลขสองของโลกอย่างประเทศจีน ที่ต้องเผชิญหน้ากับสารพัดมรสุมตลอดปี 2014 ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ จนการขยายตัวเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จีน หวุดหวิดจะพลาดเป้าที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งกำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดของเศรษฐกิจที่ขยายใหญ่จนแซงหน้าพญาอินทรีสหรัฐ ยืนยันได้จากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจจีนมีมูลค่าสูงถึง 17.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับมูลค่าของสหรัฐที่ 17.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 140 ปีที่ขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐโดนแซงหน้า ส่งผลให้จีนยังคงเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทั่วโลกต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

สำหรับในปี 2015 บรรดานักวิเคราะห์ต่างแสดงความเห็นตรงกันว่า ทิศทางที่จีนจะมุ่งไปนั้นสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วจากคำกล่าวของหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่เน้นย้ำมาโดยตลอดว่า แม้จะเจ็บปวดประหนึ่งแล่เนื้อเฉือนหนังตนเอง แต่การปฏิรูปจีนยังคงต้องเดินหน้าต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากปัญหาโครงสร้างหนี้ที่ปรับพุ่งขึ้นถึง 250% ปัญหายอดขายบ้านในจีนลดลงต่อเนื่อง และปัญหาผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวส่งผลให้แน่นอนว่าจีนไม่อาจไม่ปฏิรูป

ราฟาเอล ฮัลพิน ผู้อำนวยการวิจัยเกี่ยวกับจีนจากไชน่า คอนฟิเดนเชียล ซึ่งให้บริการข้อมูลวิจัยแก่หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า ถ้าปี 2014 เป็นปีศัลยกรรมใหญ่ที่มีทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ จัดการกำราบและกำจัดระบบธนาคารเงา ควบคุมสินเชื่อเข้มงวด และงัดมาตรการเฉียบขาดกวาดล้างเครือข่ายทุจริตคอร์รัปชั่น จนการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง โครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนต้องชะลอตัว และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว ปี 2015 ก็น่าจะเป็นปีที่จีนได้พักฟื้นจากแผลศัลยกรรมใหญ่

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับเหล่านักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งที่เห็นว่าในปีนี้จีนน่าจะได้เรียนรู้ผลลัพธ์จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองของตนเองบ้างแล้ว จนน่าจะมองเห็นแนวทางที่จะก้าวเดินต่อไปได้ โดยหลายฝ่ายเชื่อมั่นว่าจีนจะดำเนินการปรับนโยบายให้เกื้อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าการมุ่งแต่จะปฏิรูปอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา

เหตุผลสนับสนุนความเห็นข้างต้นมี 4 ปัจจัยด้วยกัน โดยปัจจัยประการแรกสุดก็คือท่าทีของรัฐบาลจีนในช่วงปลายปีที่แล้วที่เริ่มหันมาใช้มาตรการสนับสนุนการเติบโต อย่างการตัดลดอัตราดอกเบี้ย ออกนโยบายส่งเสริมยอดขายบ้านและการผ่อนคลายกฎการปล่อยสินเชื่อ

ประการต่อมาคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันที่หดตัวลง เพราะแผนปฏิรูปจนเป็นอันตรายที่เสี่ยงต่อจีน ทำให้การมุ่งแต่จะปฏิรูปต่อไปย่อมเป็นอันตราย ขณะเดียวกันจีนเองมีนโยบายที่จะลดบทบาทของภาครัฐเพื่อให้ภาคเอกชนก้าวเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ดังนั้นการหันมาใช้นโยบายกระตุ้นจึงเป็นหนทางที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ปัจจัยประการที่สาม สืบเนื่องมาจากผลลัพธ์ที่เกิดจากการปฏิรูปก่อนหน้านี้ ซึ่งน่าจะทำให้จีนพอมีพื้นที่และเวลาสำหรับนโยบายกระตุ้น เช่น การผ่อนคลายกฎการปล่อยสินเชื่อ หลังรัฐบาลสามารถแยกระบบธนาคารเงาจากระบบธนาคารหลัก ซึ่งทำให้มั่นใจได้เปลาะหนึ่งว่าจะไม่มีเม็ดเงินสั่งสมเป็นหนี้เสียเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนปัจจัยประการสุดท้าย คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าจีนจำเป็นต้องมีเสถียรภาพเพื่อให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อ ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีความสำคัญอย่างมากต่อจีนในการปูทางไปสู่นโยบายอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการปฏิรูปของจีนในอนาคต อย่างการผลักดันให้ค่าเงินหยวนเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล หรือการขยายตลาดพันธบัตรจีน

อย่างไรก็ตาม ปี 2015 อาจไม่ใช่ปีที่โหดร้ายสำหรับพญามังกรจนเกินไปนัก เพราะนอกจากการนำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้มากขึ้นควบคู่ไปกับการผ่อนแนวทางปฏิรูป สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มกระเตื้องดีขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถูกลง และการผ่อนคลายนโยบายการเงินของหลายประเทศ ก็ส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2015 เช่นกัน โดยเฉพาะต่อภาคการส่งออก ซึ่งน่าจะช่วยให้จีนไม่จำเป็นต้องงัดกลยุทธ์มาตรการกระตุ้นมาใช้มากมายนัก และยังทำให้จีนขยายแผนปฏิรูปโครงสร้างมากขึ้นได้

นอกเหนือจากประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ต้องจับตามอง ประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนก็เป็นเรื่องที่ต้องสนใจเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองในปัจจุบันดุเดือดเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นผลพวงจากนโยบายของสหรัฐที่มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาประเทศในเอเชีย

แน่นอนว่า นโยบายดั้งเดิมของจีนที่มุ่งสัมพันธ์เศรษฐกิจไม่ยุ่งเรื่องการเมืองยังคงเป็นหัวใจหลัก กระนั้น หลังจากที่สถานการณ์ระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียไม่ค่อยสู้ดีนักจากกรณีพิพาทด้านการอ้างกรรมสิทธิ์พื้นที่ทางทะเล ทั้งทะเลจีนตะวันออกกับทะเลจีนใต้ รวมถึงการที่ความใหญ่โตของจีนถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ทำให้จีนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการต่างประเทศของตน โดยให้เพิ่มความสำคัญต่อประเทศรอบบ้าน และลดความสำคัญต่อประเทศมหาอำนาจ

เหตุผลสำคัญสามารถอธิบายได้จากคำพูดของ หลิวเจินหมิน รองรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน ซึ่งระบุว่า เอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าทางการค้ากับจีนสูงถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่ามูลค่าทางการค้าของจีนกับสหรัฐและยุโรปรวมกัน ขณะที่มากกว่าครึ่งของ 10 อันดับคู่ค้าจีนก็อยู่ในเอเชีย และ 70% ของการลงทุนต่างประเทศของจีนก็อยู่
ในเอเชีย

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จีนจะให้ความสำคัญกับเพื่อนบ้านในเอเชียมากขึ้น ยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ลงนามร่วมพัฒนาสร้างรถไฟความเร็วสูงในไทยและภูมิภาคอาเชียน รวมถึงการหาทางประนีประนอมในกรณีพิพาทต่างๆ โดยเน้นย้ำสถานะของจีนว่าเป็นพันธมิตรที่พร้อมร่วมมือพัฒนา มากกว่าเป็นคู่แข่งหรือภัยคุกคาม พร้อมจุดยืนชัดเจนว่าจีนต้องการที่จะสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันในเอเชียเพื่อแก้ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างปัจจัยด้านความมั่นคงทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจในเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างจีนกับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐยังคงต้องดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร เห็นได้จากการมีมติร่วมมือกันเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน การยกระดับความร่วมมือทางการทหาร และการร่วมมือป้องกันการโจมตีบนโลกไซเบอร์ของสหรัฐกับจีนเมื่อไม่นานมานี้

เช่นเดียวกัน ในฐานะมหาอำนาจนักวิเคราะห์มองว่า จีนกำลังหาทางสร้างสมดุลถ่วงดุลอำนาจหลังสองขั้วมหาอำนาจอย่างสหรัฐกับรัสเซียมียูเครนเป็นเหตุปัจจัยให้มึนตึงใส่กัน เพราะในทางหนึ่งรัสเซียถือเป็นพันธมิตรที่ดีของจีนมาอย่างยาวนาน และท่าทีของจีนที่ผ่านมา เช่น กรณีการซื้อขายเงินหยวน-รูเบิ้ลโดยตรง หรือการเดินหน้าซื้อขายก๊าซและน้ำมัน โดยไม่สนนโยบายคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่มีต่อแดนหมีขาว ก็แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับรัสเซียไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่จีนแสดงท่าทีนิ่งเฉยต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือแรงกดดันจากชาติตะวันตกในประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ยังแสดงให้เห็นว่าจีนเริ่มมั่นใจในกำลังของตน โดยผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าปีนี้โลกน่าจะได้เห็นความกระตือรือร้นผลักดันให้มีการปฏิรูปแนวทางความร่วมมือของภูมิภาคในเอเชีย และความพยายามปฏิรูประเบียบปฏิบัติสากล
ให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้น เพื่อลดปัจจัยที่จะเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของจีน

ทั้งนี้ ในท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าปีแพะนี้อาจไม่ใช่ปีทองของจีนเมื่อเทียบกับสหรัฐ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสใดๆ โดยหลังได้รับบทเรียนจากปีที่ผ่านมา พญามังกรในปีนี้มีแนวทางปฏิรูปที่ยืดหยุ่นเพื่อเอื้อต่อนโยบายกระตุ้นมากขึ้น และโลกมีแนวโน้มจะได้เห็นสารพัดแผนความร่วมมือระหว่างจีนกับชาติในเอเชียเพิ่มขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท