
บีบ3บิ๊กคสช.คายเก้าอี้ แผนปูทางว่าที่ ผบ.ทบ.
แรงกระเพื่ิอมเริ่มก่อตัวในกองทัพ หลัง 3 บิ๊ก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกปล่อยข่าวแซะเก้าอี้ เตรียมลาออกจากตำแหน่งในกองทัพเพื่อทุ่มเทเวลาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรี
แรงกระเพื่ิอมเริ่มก่อตัวในกองทัพ หลัง 3 บิ๊ก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกปล่อยข่าวแซะเก้าอี้ เตรียมลาออกจากตำแหน่งในกองทัพเพื่อทุ่มเทเวลาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรี
การตบเท้าออกมาชี้แจงปฏิเสธของทั้ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และรอง ผบ.ทบ. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และรอง ผบ.สส. พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ และหัวหน้าคณะนายทหารฝ่าย เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
ทุกอย่างเป็นไปเพื่อสยบไม่ให้แรงกระเพื่อมบานปลายจนกลายเป็นรอยร้าวในกองทัพ ซึ่งจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับภารกิจตามโรดแมปของคสช.นับจากนี้
ต้องยอมรับว่าปฏิบัติการข่าวรอบนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโยนหินถามทาง แต่เป็นเสมือน “สัญญาณ” บีบให้บรรดาบิ๊ก คสช. ที่ถ่างขาคุมงานทั้งกองทัพและ ครม. สละเก้าอี้ในกองทัพด้วยความสมัครใจ
ด้านหนึ่ง เพื่อให้มีเวลาไปติดตามงานในมือที่แต่ละคนล้วนแต่ได้รับมอบหมายไปดูแลแต่ละกระทรวงสำคัญ เพราะนับจากนี้แรงเสียดทานและอุปสรรคปัญหามีแต่จะยิ่งรุมเร้ามากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่า เหตุผลแท้จริงที่ทำให้เกิดแรงบีบไปยังบิ๊ก คสช. สละเก้าอี้ในกองทัพตั้งแต่ตอนนี้ น่าจะเป็นประเด็นต้องการเปิดช่องให้เกิดการขยับจัดวางมือไม้กันใหม่อีกรอบ
แถมการโยกย้ายกลางปีรอบนี้ยังถือเป็นการกรุยทางวางตัวคนเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพในช่วงปลายปี
ทั้งหมดล้วนแต่มีการจัดวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่แรก เริ่มจากช่วงเปลี่ยนผ่านของ คสช. ที่บรรดาบิ๊กเหล่าทัพเกษียณพร้อมกันแบบยกแผง จนเกรงว่าสภาพ “ขาลอย” อาจไม่เป็นผลดีต่อการบริหารงาน จนต้องดึง ผบ.เหล่าทัพใหม่มาเสริมทีม คสช. ให้เกิดการประสานระหว่าง คสช. กองทัพ ครม.
เรื่อยมาจนถึง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ล้วนแต่มีตัวแทนจากกองทัพเข้าไปนั่งทำหน้าที่อยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าระบบ การทำงานเดินหน้าไปได้แบบไม่มีปัญหา สิ่งที่ต้องมองไปข้างหน้าคือการนับถอยหลังเริ่มหาทางลงของ คสช. เพราะตามโรดแมปจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ปลายปีนี้และมีเลือกตั้ังในปีหน้า
ทั้ังนี้เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองที่จะมาจากการเลือกตั้งเข้ามาแทรกแซงไปจนถึงป้องกันการไล่เช็กบิลแก้แค้น จำเป็นต้องมีมือไม้ที่ไว้ใจได้เป็นหลักประกันหลังจาก คสช.จะส่งคืนอำนาจ ไม่ให้ทุกอย่างที่ คสช.ทุ่มเททำมาทั้งหมดต้องสูญเปล่าลงไป
ไฮไลต์จึงเริ่มพุ่งเป้าไปยังตำแหน่ง ว่าที่ ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญช่วยประคับประคองสถานการณ์หลังจาก คสช.หมดอำนาจ
ดังนั้ัน ปฏิบัติการแซะเก้าอี้ครั้งนี้ จึงต้องจับจ้องไปยังแรงบีบให้ พล.อ.ฉัตรชัย ขยับพ้นตำแหน่ง รอง ผบ.ทบ. เพราะถือเป็นตำแหน่งสำคัญสำหรับปูทางให้ว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่ ก้าวสู่ตำแหน่งได้แบบ
ไร้อุปสรรค
แม้ พล.อ.ฉัตรชัย จะเป็นเพื่อนรัก และ พล.อ.ประยุทธ์ ไว้เนื้อเชื่อใจให้มารับตำแหน่งสำคัญตั้งแต่รัฐประหาร แต่หากจำเป็นต้องขยับออกจากไลน์ 5 เสือ เพื่อให้เกิดการขยับขยายภายในกองทัพนั้นย่อมเป็นที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะเวลานี้ภารกิจที่ล้นมือกับการทุ่มเททำงานด้านเศรษฐกิจย่อมจะถือเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ
หากส่องดูแคนดิเดต ว่าที่ ผบ.ทบ. เวลานี้ มีสองคน คือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผช.ผบ.ทบ. น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผช.ผบ.ทบ.
แผนนี้ หาก พล.อ.ฉัตรชัย ขยับพ้นตำแหน่ง รอง ผบ.ทบ. คนที่จะพุ่งขึ้น รอง ผบ.ทบ.แทนคงหนีไม่พ้น พล.อ.ปรีชา ถึงเวลานั้น แคนดิเดต ผบ.ทบ.เหลือเพียงหนึ่งเดียว คือ พล.อ.ปรีชา ส่วนตำแหน่ง รอง ผบ.สส. ของ พล.อ.ไพบูลย์ หรือตำแหน่งหัวหน้าคณะนายทหารฝ่าย เสธ.ประจำผู้บังคับบัญชาของ พล.อ.สุรเชษฐ์ นั้น แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งที่ต้องจับตามากนัก แต่จะมีส่วนช่วยให้จัดทัพวางตัวบุคคลทำได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น
งานนี้จึงอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะปรับทัพในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้อย่างไรต้องเกาะติดกันอย่ากะพริบ







