
ความหวังใต้ฝ่าเท้า
ในรอบปี 2014 ที่ผ่านมามีหนังสือ 3 เล่มซึ่งได้นำเสนอผลการวิจัยและกรณีศึกษาอันบ่งบอกถึงแนวโน้มและให้หลักฐาน
ในรอบปี 2014 ที่ผ่านมามีหนังสือ 3 เล่มซึ่งได้นำเสนอผลการวิจัยและกรณีศึกษาอันบ่งบอกถึงแนวโน้มและให้หลักฐานเด่นชัดเรื่องความพยายามฟื้นฟู ต้านทานและบรรเทาผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะในระดับเมือง หมู่บ้าน รวมทั้งพื้นที่้ทางการเกษตรของโลก แม้อาจจะเป็นเพียงความหวังริบหรี่ในยุคสมัยซึ่งแทบไม่มีความมั่นคงทางด้านสภาพภูมิอากาศเหลืออยู่ก็ตามที
หนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ได้ชื่อว่า “น่าอ่าน” อย่างยิ่งสำหรับศตวรรษที่เกิดมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างใหญ่หลวงนี้รวมถึง Creating Regenerative Cities ของ เฮอร์เบิร์ต กิราร์เดต์ และ This Changes Everything ของ นาโอมิ ไคลน์ ทั้งสองเล่มนำเสนอให้ผู้อ่านได้ทบทวนกรอบความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกครั้งในหนทางที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ และหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่เราอยากพูดถึงวันนี้คือ The Soil Will Save Us ของ คริสติน โอลสัน
คนโดยทั่วไปมักจะคิดว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องของท้องฟ้า เป็นเรื่องของก๊าซที่ปล่อยออกมา เรื่องของระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ฯลฯ แต่ คริสติน โอลสัน กลับพุ่งสายตาไปที่พื้น (โลก) เธอใช้เวลานานเพื่อเพ่งผ่านสิ่งสกปรกใต้ฝ่าเท้า และค้นพบว่า เราได้มองข้ามหนทางการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิซึ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากๆ ไป
เป็นเวลาพันๆ ปีมาแล้วที่การทำการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคอุตสาหกรรมการเกษตรอันทันสมัย ซึ่งนำไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นดินไปล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ แม้ว่าเราจะหยุดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในวันนี้ แต่ก็ใช่ว่าดาวเคราะห์ของเราจะหยุด “ร้อน” ทันทีทันใด
ใน The Soil Will Save Us : How Scientists, Farmers, and Foodies Are Building Healthy Soil to Heal the Planet คือ การนำเสนอหนทางที่นักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร และบรรดานักชิมช่วยกันคิดเพื่อรักษาดินเพื่อรักษาโลก งานเขียนชิ้นนี้ของนักข่าวและนักเขียนยอดนิยม คริสติน โอลสัน ก่อให้เกิดการถกเถียงเรื่องความหวังสีเขียวอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ รวมทั้งหนทางที่เราจะเยียวยารักษาผืนดิน โดยเปลี่ยนคาร์บอน ไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศให้เป็นประโยชน์ และทำให้สภาวะโลกร้อนผ่อนคลายลงได้บ้าง
คริสติน โอลสัน หลานสาวเกษตรกรและลูกสาวชาวสวน เธอมีความลุ่มหลงใน “ดิน” มาเนิ่นนาน หลังมีโอกาสได้สนทนากับเชฟคนหนึ่งก็จุดประกายให้เธอสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ การเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เธอค้นพบว่า สุขภาพของดินนั้นเชื่อมโยงกับสุขภาพของโลกของเรา
หลังจากได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อพบกับผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะ นักวิทยาศาสตร์ เกษตรกร นักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม นักชิม เจ้าของปศุสัตว์ หรือนักจัดสวน คนเล่านี้บอกผ่านทาง คริสติน โอลสัน ว่า โลกสามารถเยียวยาได้และยังคงมีความหวังสำหรับปัญหาที่แสนยากอย่างเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศและน้ำ คุณภาพอาหาร และแม้กระทั่งโรคอ้วน
ก็มีหนทางแก้ปัญหาด้วยวิธี “โลว์เทคโนโลยี” ได้เหมือนๆ กัน!!!
ด้วยการดูแลรักษาดินและสิ่งมีชีวิตในดินอย่างเหมาะสมทำให้โลกมีความหวัง วิธีการทำเกษตรแบบรักษาดินจะช่วยเปลี่ยนภาวะเรือนกระจกได้ ซึ่งรวมถึง Carbon Farming หรือกรรมวิธีการเพาะปลูกเพื่อการยับยั้งการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
แหล่งข่าวคนหนึ่งบอกกับ คริสติน โอลสัน ว่า การไถซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการเกษตรแบบดั้งเดิมคือ การก่อกวนดินขั้นรุนแรง ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ และรบกวนสิ่งมีชีวิตหลากหลายใต้ดิน ไม่ว่าจะแบคทีเรีย โปรโตซัว ฯลฯ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นมีความจำป็นต่อชีวิตพืช (และชีวิตเรา) แต่เราก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง เกบ บราวน์ เกษตรกรจากนอร์ท ดาโกต้า และหลายๆ คนเชื่อว่า “ฝูงสิ่งมีชีวิต” ที่อยู่ใต้ดินมีขนาดใหญ่พอๆ กับ “ฝูงวัว” ที่อยู่บนดิน และอาจจะมีความสำคัญมากกว่าในระยะยาว
ความเห็นเหล่านั้นคือ เสียงที่มีความเป็นกลาง (หรืออย่างน้อยก็สามารถอ้างได้) ช่วยให้ผู้อ่านวาดภาพข้อสรุปของตัวเอง แทนที่จะถูกดึงไปตามแรงบังคับของผู้เขียน น้ำเสียงของ คริสติน โอลสัน แสดงถึงความเชื่อในสิ่งที่เธอเขียน แต่การเขียนหนังสือเล่มนี้ให้สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ตัวหนังสือของ คริสติน โอลสัน เล่าถึงเส้นทางที่น่าสนใจเพื่อเข้าใจเรื่องราวซึ่งซ่อนอยู่ในโลกของธรรมชาติ เป็นการเล่าเรื่องอย่างสดใสและมีชีวิตชีวา แนวทางความคิดและการวิเคราะห์ที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้มาคิดใหม่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
นี่คือหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดเรื่อง Carbon Farming ทั้งยังเสนอประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับเกษตรกรหรือเจ้าของฟาร์ม ซึ่งมักจะตึงเครียดเสมอ The Soil Will Save Us เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ดิน บทเรียนประวัติศาสตร์เกี่ยวความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและความพยายามที่จะต่อสู้กับปัญหานั้น ทั้งยังเป็นเหมือนคำประกาศเพื่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพื้นแผ่นดินของเรา ซึ่งทุกๆ คนน่าจะได้อ่าน







