
งานเลี้ยงฉลองที่ช่องเขา
ถันดา หรือ “เหงียวนคักเฮียว” กวีเวียดนามปฏิวัติผู้ยังไม่อาจสลัดตัวจากมนต์เสน่ห์ยั่วยวนของสุราเคยลั่นวาจาอย่างองอาจในบทกวี “เมาอีก” ว่า
ถันดา หรือ “เหงียวนคักเฮียว” กวีเวียดนามปฏิวัติผู้ยังไม่อาจสลัดตัวจากมนต์เสน่ห์ยั่วยวนของสุราเคยลั่นวาจาอย่างองอาจในบทกวี “เมาอีก” ว่า
“เมาฤๅใช่เรื่องพึงยินดี ข้ารู้
เอาเถอะจะว่าเลวก็ตามที
มาเมากันให้สมใจ!
ให้โลกมึนชา ให้ฟ้าแดงชาด
ใครเล่าจะกล้าเย้ยหยัน”
ใครเล่าจะกล้าเย้ยหยัน? ในคืนหนาวเหน็บเราต้องการสุรามากกว่าข้าวต้มอุ่นๆ ที่จะอุ่นได้เพียงเฮือกเดียวหากมันตากลมยะเยือกไม่เกินกว่าสามองศา กลางหุบเขาของเมืองลาวเบา ประตูสู่ภาคกลางเวียดนามไม่ไกลจากชายแดนลาว หัวค่ำคืนนั้นเราด้อมๆ มองๆ หาอะไรรองท้องที่ย่านใจกลางเมือง จากการพยุงท้องบนเส้นทางหมายเลขสิบสามมาทั้งวัน เราได้รับการต้อนรับด้วยข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวญวนรสชาติเด็ดขาดช่วยให้ลืมอาการหนาวสั่นสะท้านและความมึนงงกับการเดินทางข้ามสามประเทศในวันเดียว-เช้าเริ่มที่มุกดาหาร สาย บ่าย และเย็นย่ำที่ลาว ก่อนถึงค่ำคืนในเวียดนาม
ในเมืองเล็กๆ แห่งนั้นมีหลายอย่างรองรับความเปลี่ยวเหงาในความเหินห่างจากเมืองใหญ่ และความชิดใกล้ขุนเขาเขียวสด มันคือเมืองชายแดนที่ค่อนข้างพัฒนาสักหน่อยถ้าเทียบกับบางเมืองในลาวหรือกัมพูชา บางเวลาเรารู้สึกว่าสาธารณูปโภคที่นี่พร้อมพรักกว่าชายแดนบางเมืองของไทยด้วยซ้ำ
นั่นไม่สำคัญเท่ากับมิตรภาพ
ด่านตรวจคนเข้าเมืองโอ่โถงแต่ให้ความรู้สึกถมึงทึง นั่นเป็นความรู้สึกแค่เปลือกนอกของนักเดินทางร่อนเร่ และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่จ้องเขม็งมายังกลุ่มเราที่ดันมาถึงในตอนค่ำมืดดึกดื่นชวนให้สงสัยในเจตนา บ้างเราเดินเก้ๆ กังๆ รอรับการตรวจพาสปอร์ต ปั้นสีหน้าเคร่งเครียดแข่งกับเจ้าหน้าที่สองนายนั้น ไม่ว่าจะปั้นยังไงสองนายยังถลึงตาใส่วูบหนึ่งก่อนกระดิกนิ้วให้มิตรสหายของเราปลดเป้ลงจากบ่า จากนั้นสองคนคุ้ยของจากเป้กระจุยกระจายต่อหน้า ให้เสียดายที่อุตส่าห์พับถนอมมาอย่างดี
แต่แล้วเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกลับให้เขาผ่านโดยดี ด้วยรอยยิ้ม เมื่อพวกเขาพบหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์เหงียวนในซอกลึกของเป้ สองนายนั้นพ่นภาษาญวนจับใจความไม่ได้นอกจากชื่อของจักรพรรดิราชวงศ์เหงียวน แล้วเหลือบมองมาที่นักเดินทางจาก “ถายลาน” ด้วยยิ้มแสยะ ถามหลายครั้งถึงหลายเรื่อง ซึ่งจับใจความได้ก็แค่ชื่อ พระเจ้ายาลอง มินหมาง ไคดิ่ง
พวกเขาทักทายด้วยภาษาเจ้าบ้าน แต่พวกเรากลับคุยกับพวกเขาด้วยภาษาอังกฤษ และดันเหมือนกับคุยกันรู้เรื่องเสียด้วย หากใครผ่านมาตอนนั้นคงนึกว่า ตม.เวียดนามกำลังสอบปากเปล่าวิชาประวัติศาสตร์กับ
แบ็กแพ็กเกอร์สัญชาติเขมร ส่วนมิตรสหายกำลังแอบมองที่มุมหนึ่งด้วยความงุนงงว่า พวกนั้นกำลังมาไม้ไหน และผมกำลังใช้วิทยายุทธ์สำนักอะไร ถึงหัวเราะกันร่วนขนาดนั้น
โธ่ มันแค่วิชาการล้วนๆ ไม่มีวิชามารอย่างที่มิตรสหายร่วมทริปกล่าวหา!
เมืองลาวเบา ที่ปากช่องเขาเชื่อมสองประเทศ (อันที่จริงแล้ว 3 ประเทศ) ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด เมืองหน้าด่านย่อมเต็มไปด้วยมิจฉาชีพ อาชีพขายบริการ และอีกหลายอย่างที่ทำให้เราและทางการเวียดนามในฮานอยไม่สบอารมณ์ แต่โทษพวกเขาได้หรือ ในช่วงเวลาที่เราต้องทนอยู่กับสภาพปากกัดตีนถีบ และไม่อาจเรียกร้องให้ใครได้ยิน
คืนนั้นบางคนในคณะเราหมดข้าวต้มไปหลายชามเพราะมันถูกปากอย่างเหลือเชื่อ รวมถึงอาหารหลายอย่างริมเส้นทางเดียวกันที่มีรสชาติเกินห้ามลิ้น บางคนซูฮกจากใจว่าคนเวียดนามเป็นเลิศในเรื่องอาหารการกินจริงๆ ให้ตาย เราบางคนสาดเหล้าขาวเวียดนามล้างลำคอไม่ขาดระยะจนร่างกายอุ่นราวนั่งผิงไฟ ความอบอุ่นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะจากเรื่องเล่าสัปดนและบันทึกการเดินทางจากปากคำของพวกเรา ผู้คนรอบข้างเริ่มให้ความสนใจและแลกเปลี่ยนรอยยิ้มเอ็นดู บางคนเข้าร่วมวง (ซึ่งนั่งบนตั่งเล็กๆ รอบโต๊ะเตี้ย) โดยไม่มีประเด็นแอบแฝงในลักษณะ Tout หรือเล่ห์เหลี่ยมลวงนักแรมทางโดยมิจฉาชีพมืออาชีพ
เราชนจอก “สามัคคียา” (กระแทกจอกด้วยความสามัคคีในภาษาลาวติดสำเนียงญวน) กันหลายยก คุยกันหลายเรื่องตั้งแต่ราคาโทรศัพท์มือถือในฮานอยไปจนถึงการเมืองร่วมสมัยในไทย หลายเรื่อง แต่เรายิ้มให้กันมากกว่าเขม่นใส่
ลาวเบา เมืองแห่งช่องเขา และช่องลมหนาวโกรกรุนแรงราวกับไซบีเรียแห่งอุษาคเนย์ นับเป็นเมืองประเภทเรื่อยเปื่อย (Easy-going) เมืองหนึ่งของอินโดจีน แม้ร้านอาหารริมทางจะปิดตัวลงเมื่อน้ำค้างโรยหนักและอาการหนาวเสียดกระดูก แต่ร้านคาราโอเกะ บาร์ และบ้านของมิตรผู้เอื้อเฟื้อจะเปิดให้บริการตลอดทั้งคืน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็เมาเหรียวจนมึนว่ากำลังนั่งเอกเขนกอยู่ที่ไหน แล้วคุยกับคนเวียดนามรู้เรื่องได้
ยังไง?
เราไม่โทษใครจริงๆ ถ้าสมองทั้งก้อนจะปวดรวดร้าวด้วยอาการแฮงโอเวอร์ในเช้าวันต่อมา!
สายลมในคืนดาวเต็มฟ้าของฤดูหนาวไม่โรแมนติกเกินไปสำหรับเรา แต่ชวนให้เฉลิมฉลองกันถึงรุ่งสาง โดยเฉพาะอย่างในวันที่ศักราชใหม่เพิ่งมาเยือน ในวันที่มิตรสหายที่เข้าอกเข้าใจกัน และในวันที่ความหมางใจเป็นแค่ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ ที่พลั้งมือลงไปโดยปัญญาชนมากกลุ่ม
แต่ผู้ผ่านทางสัญจร และเจ้าบ้านที่ช่องเขา ไม่ใช่ปัญญาชน และไม่มีอะไรมากกว่าความหรรษาที่แลกเปลี่ยนให้แก่กัน







