posttoday

ความสงบอย่างยิ่ง คือการดำรงอยู่เหนือกาลเวลา

04 มกราคม 2558

ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ปรารภถึงความหมายของวันที่สมมติกันว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่

ความสำคัญของกาลเวลา

ธรรมเทศนาในวันนี้ เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ปรารภถึงความหมายของวันที่สมมติกันว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะฉะนั้นธรรมะที่เป็นเครื่องแสดงถึงความไม่ประมาทอันเกี่ยวกับเวลา ย่อมเหมาะสมสำหรับโอกาสเช่นนี้ ดังจะได้ยกเอาหัวข้อพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ว่า

ความสงบอย่างยิ่ง คือการดำรงอยู่เหนือกาลเวลา

 

อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย เป็นอาทิ มาวิสัชนาในที่นี้

บทว่า “อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย” นั้น แปลว่า เวลาย่อมล่วงไป วันและคืนย่อมล่วงไป ชั้นแห่งวัยย่อมละไป

ข้อนี้หมายความว่า เมื่อกล่าวโดยส่วนรวมกว้างๆ ก็ว่า เวลาล่วงไป ถ้าจะให้แคบเข้ามาก็ว่า วันและคืนล่วงไป หรือจะขยายออกไปว่า วัยย่อมละลำดับ คือปฐมวัยย่อมเปลี่ยนเป็นมัชฌิมวัย และเปลี่ยนไปเป็นปัจฉิมวัยในที่สุด เป็นการละลำดับ ดังนี้

ความหมายข้อแรกนี้ เป็นเครื่องยืนยันชั้นหนึ่งก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้น ไม่ได้คงที่ แต่ล่วงไปๆ ข้อที่มีความสำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ

 “กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา” ซึ่งแปลว่า เวลาย่อมกินซึ่งสรรพสัตว์ พร้อมทั้งตัวมันเอง

นี้หมายความว่า เวลาไม่ได้ล่วงไปเฉยๆ แต่เวลาย่อมกินสรรพสัตว์ให้ค่อยๆ สิ้นไป พร้อมทั้งตัวเวลาเองด้วย

 “เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน อถ โลกามิสํ ปชฺชเห สนฺติเปกฺโข”

เมื่อพิจารณาเห็นภัย ในความตายเช่นนี้แล้ว พึงหวังความสงบ ละเหยื่อในโลกนี้เสีย

นี้เป็นคำสอนข้อสุดท้าย

ในเมื่อเห็นว่า เวลาเป็นอย่างนั้นแล้ว มนุษย์จะต้องทำอย่างไร มีใจความว่า...เมื่อมองเห็นว่า เวลาล่วงไป มันกินสรรพสัตว์ หมายความว่า ทำให้ตาย

เมื่อเห็นภัยในความตายจะทำอย่างไรดี?

ข้อนี้มีคำตอบอยู่เป็น 2 อย่าง คือ คนปุถุชนธรรมดาสามัญ แม้ที่สุดแต่พวกเทวดาก็ตอบว่า กยิราถปุญฺญานิ สุขาวหานิ ซึ่งแปลว่า เมื่อมองเห็นภัยในความตายแล้ว ควรรีบกระทำบุญ อันจะนำสุขมาให้

ส่วนพระพุทธเจ้าเมื่อได้ฟังพวกเทวดากล่าวดังนั้น ท่านจึงตรัสว่า เรายังไม่ถือว่าการกล่าวอย่างนั้นเป็นการกล่าวอย่างถูกต้อง แต่เรากล่าวว่า “เมื่อยิ่งเห็นภัยในความตายแล้ว พึงหวังความสงบ โดยละเหยื่อในโลกนี้เสีย”

ข้อความนี้ต่างกันเป็น 2 อย่าง คือ คนธรรมดาสามัญที่เป็นปุถุชนนั้น เมื่อกลัวตายก็รีบทำบุญ แต่พระอริยเจ้าผู้รู้จริงและเห็นจริงในสิ่งทั้งปวงนั้น กลับกล่าวว่า เมื่อเห็นภัยในความตายแล้ว ก็จงหวังนิพพานอันเป็นธรรมเครื่องให้สงบ โดยการละเหยื่อทั้งหลายในโลกนี้เสีย ซึ่งย่อมจะหมายความว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญ ก็ยังจัดไว้ในพวกที่เป็นเหยื่ออยู่นั่นเอง เพราะเป็นเครื่องล่อให้บุคคลหลงใหล พอใจ ด้วยความอยาก หรือความต้องการ ว่าจะได้เกิดในสุคติ เป็นสุข สนุกสนานกันอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น จึงได้เรียกว่า เหยื่อ

สิ่งที่เรียกว่า เหยื่อ ก็มีความหมายว่า เป็นเครื่องล่อใจ ในบรรดาสิ่งเครื่องล่อใจทั้งหลาย ย่อมไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าบุญ ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า...แม้สิ่งที่เรียกว่าบุญ ก็ได้ชื่อว่าเป็นอุปธิ คือ เป็นเหยื่อของกิเลสเหมือนกัน ถึงกับจะเรียกว่าเหยื่อในโลกก็ยังเรียกได้ เพราะว่าบุญย่อมนำให้เกิดในโลกใดโลกหนึ่งเสมอ ไม่ในโลกมนุษย์ ก็เทวโลก หรือพรหมโลก เป็นเครื่องให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลก ดังนั้นจึงได้เรียกว่า เหยื่อ


กำจัดเวลา สู่ภาวะเหนือโลก


ถ้าเห็นภัยอันตรายที่เกิดจากเวลา ที่เคี้ยวกินสรรพสัตว์กันจริงแล้ว ก็จะต้องทำให้ยิ่งไปกว่านั้น คือหวังความสงบรำงับจากการครอบงำของเวลา เพราะว่าไม่ต้องการเหยื่อนั่นเอง

ดังนั้น ท่านจึงสรุปไว้ในขั้นสุดท้ายว่า...ผู้ใดกำจัดความอยากเสียได้ ผู้นั้นย่อมกินซึ่งเวลา

เป็นของคู่กันว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ตามธรรมดานั้นย่อมถูกเวลากัดกิน แต่พระอริยเจ้าผู้กำจัดความอยากเสียได้นั้น กลับเป็นผู้กินซึ่งเวลา หมายความว่า กำจัดเวลาเสียได้นั่นเอง

ข้อนี้เป็นธรรมะในขั้นที่เป็นวิวัฏฏะคามินีปฏิปทา คือ แสดงถึงธรรมะเครื่องออกไปจากวัฏฏะ หรือนำขึ้นสู่ภาวะที่เรียกว่าอยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง

ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ถ้าอยู่ในโลก อยู่ใต้โลก ก็ย่อมถูกเวลาครอบงำหรือกัดกิน แต่ถ้าอยู่เหนือโลก ก็เป็นฝ่ายที่กัดกินเวลา เวลาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ว่าสัตว์ธรรมดาที่ยังไม่อาจจะละความยึดมั่นถือมั่นในโลกได้ ย่อมมีความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงถูกกัดกินอยู่ด้วยเวลาคือความที่ไม่สมใจอยาก หรือว่าสิ่งที่ได้มาแล้วสมใจอยากมันก็ยังเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา เวลาเป็นเครื่องทำให้สัตว์เดือดร้อน ทนทุกข์ทรมานอย่างนี้อยู่เสมอ หมายความว่าเมื่อยังไม่ได้ ก็ร้อนใจเหมือนกับตกนรกครั้นได้มาแล้วก็กลัวจะวิบัติพลัดพรากไป และในที่สุดก็ได้วิบัติพลัดพรากไปจริงๆ เพราะอำนาจของเวลานั้น ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า เวลาย่อมกัดกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเองอยู่ตลอดเวลาดังนี้

คนธรรมดาทั่วไป มักจะแยกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงออกเป็น 2 ฝ่าย ในลักษณะที่ว่า เป็นบุญหรือเป็นบาปคู่กัน เป็นนรกหรือเป็นสวรรค์คู่กัน เป็นสุขหรือเป็นทุกข์คู่กัน เป็นคู่กันอย่างนี้เสมอไป แล้วตัวก็เลือกเอาข้างหนึ่ง แล้วก็ไม่ชอบอีกข้างหนึ่ง เช่น เลือกเอาข้างบุญไม่เอาข้างบาป เลือกเอาข้างสวรรค์ไม่เอานรก เลือกเอาข้างความสุข ไม่เอาข้างความทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น แล้วคิดว่านี้เป็นเพียงการทำที่เพียงพอหรือถูกต้องแล้ว

การทำเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ อาจจะถูกต้องสำหรับคนทั่วไปธรรมดาสามัญ แต่ไม่ถูกต้องสำหรับบุคคลที่ต้องการจะดับทุกข์โดยประการทั้งปวง เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าบุญหรือสุขนั้น ก็ยังเป็นเหยื่อของความอยาก ยังเป็นที่ตั้งของความอยาก โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าสรรค์ด้วยแล้ว ก็หมายถึงตัวที่เป็นเหยื่อโดยเฉพาะ ดังนั้นแม้จะได้บุญ แม้จะได้ไปสวรรค์ แม้แต่จะมีความสุขมันก็ยังถูกเวลากัดกินอยู่นั่นเอง จะมีความสุขในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก หรือโลกไหนก็ตาม ก็ยังถูกเวลากัดกินอยู่นั่นเอง

ดังนั้น จึงไม่เป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นเพียงการเสวยสุขเวทนาคือความรู้สึกสนุกสนาน เอร็ดอร่อยตามอารมณ์ของตน แล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาด้วยกันทั้งนั้น และในที่สุดก็ต้องพลัดพรากจากกันเพราะอำนาจของเวลา

ด้วยเหตุดังนี้แหละ ฝ่ายพุทธศาสนาจึงมีหลักว่า ถ้าต้องการจะพ้นจากความตายหรือความทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว ต้องละทิ้งสิ่งที่เป็นเหยื่อเสียให้หมด หวังอยู่แต่สันติบท หรือพระนิพพาน

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก