posttoday
มือเขียนรธน.50 มองปี'58 ‘การปฏิรูปไม่เกิด ถ้าคนไม่เปลี่ยน’

มือเขียนรธน.50 มองปี'58 ‘การปฏิรูปไม่เกิด ถ้าคนไม่เปลี่ยน’

04 มกราคม 2558

ประเทศไทยเข้าสู่ปี 2558 อย่างเป็นทางการ มีหลายฝ่ายมองย้อนกลับไป และเรียกปี 2557 ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทยเข้าสู่ปี 2558 อย่างเป็นทางการ มีหลายฝ่ายมองย้อนกลับไป และเรียกปี 2557 ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เพราะเกิดจุดเปลี่ยนขึ้นเมื่อเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 พอมาถึงปี 2558 ก็มีหลายฝ่ายสรุปตรงกันว่าจะเป็น “ปีแห่งการปฏิรูปประเทศ” ภายหลังแม่น้ำ 5 สาย ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สร้างขึ้นมา ได้จัดวางสรรพกำลังเข้ารูปเข้ารอยเรียบร้อยเพื่อใช้เวลาปีนี้ทั้งปีในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จก่อนส่งมอบผ่านการเลือกตั้งในต้นปี 2559

ในความคิดของ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มองไปในทำนองนั้นเช่นกัน โดยได้วิเคราะห์ผ่านโพสต์ทูเดย์ ว่า ปี 2558 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศ เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในหลายภาคส่วนทางการเมือง

“ในปี 2558 จะเป็นปีที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในทางการเมือง เพราะว่าจะมีการตรารัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นภายในประมาณเดือน ส.ค. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะกำหนดโครงสร้างการเมืองการปกครองที่สำคัญของประเทศ ซึ่งผมเข้าใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ”

ย้อนกลับไปในปี 2549 อ.สมคิด คือนักวิชาการคนที่มีบทบาทสำคัญในทางการเมืองภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ซึ่งมาในครั้งนี้ ในฐานะคนเคยเขียนรัฐธรรมนูญก็ได้ประเมินทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายมิติ

“สิ่งที่เราจะเห็นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างทางการเมือง  คือ เรื่องระบบตรวจสอบนักการเมือง การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำ ตรวจสอบองค์กรอิสระ โดยระบบทั้งหลายจะถูกวางให้มีระบบตรวจสอบเข้มแข็งและเข้มข้นมากขึ้นกว่าหลักการเดิม”

“เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องรัฐบาลเข้มแข็งหรือไม่เข้มแข็ง เรามีประสบการณ์มาสองประสบการณ์แล้ว คือ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีความเข้มแข็งมาก และในรัฐธรรมนูญ 2550 ให้สภามีอำนาจมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ไม่ได้เข้มแข็งมาก แต่ก็ยังอยู่ยาว ดังนั้น ผมเชื่อว่าการผลักดันให้ระบบตรวจสอบเข้มแข็ง โดยเฉพาะระบบตรวจสอบฝ่ายบริหารน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ต่อมา อ.สมคิด ลำดับถึงองค์ประกอบในทางการเมืองที่ไม่สามารถหนีการเปลี่ยนแปลงด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ประกอบด้วย “พรรคการเมือง” ซึ่งจะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยระบบเลือกตั้ง “ศาล” โดยในความคิดของ อ.สมคิด เชื่อว่าศาลจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการมีอยู่หรือยุบไปของบางศาล แต่จะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของระบบการทำงาน และ “ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติ”

“ระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมืองอาจจะเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร วันนี้ระบบเลือกตั้งปัจจุบันถูกพิสูจน์ว่าไม่ดีพอกับระบบการเมืองไทย วันนี้มีคนเสนอหลายสูตร เช่น ให้มีเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น ให้ยกเลิกระบบบัญชีรายชื่อ ให้นำระบบเยอรมันมาใช้ และอื่นๆ เป็นต้น พรรคการเมืองก็จะอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง เพราะระบบพรรคการเมืองที่ครอบ สส. แม้เราจะแก้รัฐธรรมนูญให้ สส.ไม่ต้องฟังมติพรรคก็ได้ แต่โดยระบบของพรรคการเมืองที่คุม สส.อยู่ก็เลยทำให้ยังแก้ไขไม่ได้ จึงต้องแก้ไขเป็นหลายแนวคิด เช่น พยายามให้ สส.เป็นอิสระจากพรรคการเมือง”

ส่วนในเรื่องของศาล นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนคาดการณ์ว่า “ระบบศาลคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก โดยรวมๆ ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของศาลอยู่ที่ความรวดเร็วในการตัดสินคดี ผมจึงคิดว่าต้องทำให้เร็ว และในสายตาผมไม่ได้คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา เพราะคิดว่าการพิพากษาในทางการเมืองย่อมต้องถูกคนทั้งหลายวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ และที่สำคัญไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการยุบศาลรัฐธรรมนูญไปรวมกับศาลยุติธรรม เพราะคุณกำลังข้ามระบบกฎหมาย ซึ่งไม่มีใครเขาทำกันในโลก และคนที่เสนอไม่ได้ศึกษาระบบกฎหมายไทย”

“มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ต้องพูด คือ จะทำอย่างไรให้ระบบการได้มาซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นโดยอิสระและมีคุณภาพ และได้มีคนคุณภาพจริงๆ”

ขณะที่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติที่จะถูกปรับเปลี่ยนไปครั้งใหญ่นั้น อดีตเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคิดเห็นว่าคือโจทย์สำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

 “ผมคิดว่าอาจเป็นโจทย์ที่กลับไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการแก้ไข เช่น ทำอย่างไรเพื่อให้ได้คนดีมีความสามารถ จะทำอย่างไรให้รัฐบาลมีอำนาจพอสมควรและไม่ครอบงำอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร ทำอย่างไรให้รัฐบาลถูกตรวจสอบได้ เอารัฐบาลที่ทุจริตออกจากตำแหน่งได้”

นอกเหนือไปจากเรื่องโครงสร้างทางการเมืองที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ อ.สมคิด ให้ความสนใจและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิรูปประเทศและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ กระบวนการสร้างความปรองดอง

“ผมไม่แน่ใจความปรองดองมีความหมายว่าอย่างไร รัฐธรรมนูญคงแก้ไขปัญหาได้บ้าง แต่แก้ไม่ได้ทั้งหมด เพราะอาจถูกแก้ไขโดยอย่างอื่นก็ได้ เช่น ถูกแก้ไขโดย คสช. คือถ้า คสช.ต้องการสร้างความปรองดอง ก็เรียกทุกฝ่ายมาคุยกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้รัฐธรรมนูญ”

“ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ไม่สุดซอย ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นหนทางหนึ่งที่ก่อให้เกิดการปรองดองขึ้น การปรองดองทำได้หลายวิธี ไม่ใช่การทำผ่านรัฐธรรมนูญเท่านั้น เรื่องการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เพื่อการสร้างความปรองดองก็สามารถทำได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร”

กับคำถามที่ถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ ได้คำตอบจาก อ.สมคิด ว่า “การเปลี่ยนแปลงความคิดคนไม่ใช่เรื่องง่าย ผมยกตัวอย่างเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งการแก้ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบการเลือกตั้งเท่านั้น ถามว่าทำไมปัญหานี้ยังอยู่ ก็เพราะคนไทยยังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่ ตราบใดที่คนที่ยังมีปัญหาในทางเศรษฐกิจ มีคนให้เงินเขาพันบาทเขาก็ต้องโอเคเป็นปกติ

ดังนั้น รัฐธรรมนูญเขียนขึ้นเพื่อแก้ไขโครงสร้างการเมืองได้ แต่ถามว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขพฤติกรรมของคนได้หรือไม่ ผมว่ายาก ผมหมายความว่าปัญหานี้แก้ได้นะ แต่ยังไม่ใช่การเลือกตั้งที่จะมีในปี 2559 การเขียนรัฐธรรมนูญอาจมีผลต่อพฤติกรรมของคนแต่ไม่ได้มีผลร้อยเปอร์เซ็นต์”

อ.สมคิด ขยายความเพิ่มอีกว่า รัฐธรรมนูญจะสามารถแก้ปัญหาการเมืองของประเทศได้จริงหรือไม่ ความจริงถ้าเราสดับรับฟังคนทั้งหลาย ก็พบว่าจะพูดตรงกันว่ารัฐธรรมนูญคงเป็นปัญหาส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาจริงๆ เป็นปัญหาเรื่องคน เพราะคนที่อยู่ในระบบเป็นคนที่มีปัญหา ไม่ใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ใช้กฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างศรีธนญชัย ตีความเข้าข้างตัวเอง ทำให้การตีความนำไปสู่ปัญหามากมายและไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองของประเทศไทย

“เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่ไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลกระทบถึงขนาดเรามีการเลือกตั้ง ได้คนดีมีความสามารถเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ผมยังไม่เชื่อไปขนาดนั้นว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 จะนำไปสู่จุดนั้นได้ แต่ก็หวังว่ารัฐธรรมนูญที่กำลังร่างขึ้นจะทำให้ปัญหาต่างๆ ของสังคมไทยลดน้อยลง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท