posttoday
‘สหรัฐ-จีน-อินเดีย’ ผงาด จ่อคุมศก.ทศวรรษหน้า

‘สหรัฐ-จีน-อินเดีย’ ผงาด จ่อคุมศก.ทศวรรษหน้า

02 มกราคม 2558

ในอดีตประเทศมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกจะกระจุกตัวอยู่ในประเทศชั้นนำของซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป อันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมโลก ผ่านความก้าวหน้าของเครื่องจักรและเทคโนโลยี

ในอดีตประเทศมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกจะกระจุกตัวอยู่ในประเทศชั้นนำของซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป อันเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมโลก ผ่านความก้าวหน้าของเครื่องจักรและเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ยุติ ชาติมหาอำนาจเดิมในยุโรปก็เริ่มอ่อนแอลง ขณะเดียวกัน สหรัฐและสหภาพโซเวียตที่กำชัยในมหาสงครามโลก ก็กลายมาเป็นแกนนำของมหาอำนาจ 2 ขั้วที่แตกต่างกันในยุคสงครามเย็น

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ส่งผลให้สหรัฐแทบจะเป็นเพียงประเทศเดียวที่ผูกขาดการเป็นชาติอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงศตวรรษที่ 20 จากพลวัตแห่งระบบตลาดเสรี ที่เดินหน้าไปพร้อมๆ กับพลังอันแข็งแกร่งของกองทัพ

เมื่อเวลาล่วงผ่านมาถึงศตวรรษที่ 21 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกก็เริ่มเปลี่ยนแปลง แม้สหรัฐจะยังแข็งแกร่ง รักษาอันดับ 1 ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ได้เหนียวแน่น ทว่าหลายประเทศก็เริ่มเติบโตขึ้นมาเทียบชั้นชนิดหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว จนเกิดคำถามว่า สหรัฐจะยังคงรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 เศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าได้หรือไม่ และมีประเทศใดบ้างที่สามารถก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจรายต่อไปได้

จิม โอแนลล์ นักเศรษฐศาสตร์และอดีตประธาน โกลด์แมน แซคส์ แอสเซท แมนเนจเมนต์ ให้นิยาม “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” ไว้ โดยใช้ขนาดทางเศรษฐกิจที่สะท้อนความมั่งคั่งของประเทศเป็นเกณฑ์ ซึ่งพิจารณาจากแรงขับเคลื่อนหลักในระยะยาว 2 ประการ ได้แก่ จำนวนประชากรวัยทำงานหรือแรงงาน จากลักษณะทางประชากรศาสตร์ รวมถึงนโยบายผู้อพยพเข้าเมือง และผลิตภาพทางการผลิต

เมื่อวิเคราะห์จากพื้นฐานในปัจจุบัน สำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 อันดับแรกของโลก จะพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรค่อนข้างมาก สอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าแนวโน้มประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจในอนาคต น่าจะเป็นชาติที่มีจำนวนพลเมืองมาก ซึ่งสหรัฐก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีจำนวนประชากรมหาศาล เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
อื่นๆ ผนวกกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งคิดเป็นสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (จีดีพี) สูงถึง 20% แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสหรัฐจะยังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกต่อไปในช่วง 2-3 ทศวรรษหน้า

ส่วนจีนที่สามารถแซงญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ในปี 2010 ก็เป็นชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงมากที่จะผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ ราวปี 2025-2027 แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัวเชื่องช้าลง ไม่เติบโตร้อนแรงเท่ากับช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแล้วก็ตาม

เหตุผลสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์มั่นใจว่าจีนจะแซงชาติอื่นๆ ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเทียบชั้นสหรัฐ เนื่องจากข้อมูลโปรแกรมการเปรียบเทียบสากล (ไอซีพี) ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก ชี้ว่า เศรษฐกิจจีนมีมูลค่าสูงถึง 55% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน อีกทั้งจีดีพีของจีนก็มีมูลค่าสูงกว่าญี่ปุ่นเกือบ 2 เท่า และยังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ายักษ์ทางเศรษฐกิจของยุโรปทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี รวมกันเสียอีก

นอกจากนี้ ข้อสังเกตสำคัญ คือ กำลังซื้อ (ทีพีพี) ซึ่งสะท้อนค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของจีน เพิ่มขึ้นทุกปีและสูงกว่ากำลังซื้อของสหรัฐแล้วในปัจจุบัน สอดรับกับจำนวนประชากรมหาศาลราว 1,300 ล้านคน ซึ่งตีความหมายได้ว่าจีนจะเป็นทั้งตลาดแรงงานและตลาดสินค้าขนาดใหญ่ของโลกที่น่าจับตามอง

ขณะเดียวกัน การเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางกรุงปักกิ่ง ที่เน้นลงทุนเพื่อตอบสนองการบริโภคภายในเป็นสำคัญ รวมถึงเลือกที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและพลังงานทางเลือกแทนการเป็นโรงงานรับจ้างผลิตหรือใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองเป็นฐานการผลิตเช่นในอดีต ผนวกกับการเป็นคู่ค้าสำคัญทั้งการส่งออกและนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลก และยังมีแนวโน้มว่าจีนจะแซงสหรัฐขึ้นมาเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าและบริการรายใหญ่ที่สุดของโลกก่อนสิ้นทศวรรษนี้ด้วย

จากข้อมูลข้างต้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินคาดที่ “จีน” จะผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า

นอกจากจีนแล้ว สมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ หรือบริคส์ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย และอินเดีย ก็มีศักยภาพสูงที่จะเดินตามรอยพี่ใหญ่อย่างจีน เนื่องจากเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมาก และยังมีสัดส่วนจีดีพีรวมกันราว 3% ของจีดีพีโลกด้วย หากปฏิรูปเศรษฐกิจยกระดับผลิตภาพการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็น่าจะมีโอกาสเพิ่มจีดีพีรวมทั้ง 3 ประเทศ ให้อยู่ที่ระดับ 5% ได้ และอาจจะพัฒนาขึ้นมาสูสีกับประเทศที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำ 10 อันดับของโลก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจรัสเซียและบราซิลในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างหนัก เพราะเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความผันผวนสูงมากจนเกินไป โดยเฉพาะเศรษฐกิจแดนหมีขาวที่ถูกพิษคว่ำบาตรผสมโรงกับราคาพลังงานดิ่งเหว ฉุดเข้าสู่แนวโน้มว่าจะเกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ จึงมีโอกาสริบหรี่ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษหน้า

สวนทางกับอินเดีย ที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักมั่นใจว่ามีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาแบบก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคต โดยโอแนลล์คาดการณ์ไว้ว่า อินเดียมีโอกาสสูงที่จะผงาดขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกได้ก่อนปี 2040 เลยทีเดียว เนื่องจากมีจำนวนประชากรมาก และการเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา
โมดี ขณะเดียวกัน ตลาดเงินและตลาดทุนในอินเดียก็ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลในเชิงบวกแก่การลงทุนในแดนภารตนี้

ด้านคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง “กลุ่มเศรษฐกิจมินต์” ทั้ง 4 ประเทศ ที่ประกอบด้วย เม็กซิโก อินโดนีเซีย ไนจีเรีย และตุรกี รวมไปถึงประเทศเติบโตเร็วในเอเชีย “เกาหลีใต้” แม้จะมีปัจจัยหนุนหลายประการที่อาจจะก้าวตามกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางประชากรศาสตร์ขนาดใหญ่ และลักษณะภูมิรัฐศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าขายได้ แต่ข้อจำกัดจากปัญหาภายในหลายประการ ทำให้กลุ่มเศรษฐกิจนี้ยังไม่อาจทะยานไปแตะระดับ 3-5% ของจีดีพีโลก และก้าวขึ้นมาสู่ทำเนียบมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกได้

กระนั้นก็ตาม ทั้ง 4 ประเทศกลุ่มมินต์นี้ ก็มีศักยภาพสูงที่จะเติบโตต่อไป และกำลังฉายแววเป็นเสือเศรษฐกิจกลุ่มใหม่ของวงการเศรษฐกิจโลกในอนาคต

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในช่วง 2-3 ทศวรรษหน้าคือ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งโลกอนาคต ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะซีกโลกตะวันตกอีกต่อไปแล้วเพราะยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลในเวทีโลก จะกระจายมาสู่ประเทศอื่นๆ มากขึ้น โดยเฉพาะหลายชาติในเอเชียที่จะกลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท