
ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
ฉบับที่แล้วผมทิ้งปมให้ช่วยกันคิดว่า หากพิจารณาปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ เทียบกับเป้าหมายของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ 2555-2573 (หรือที่เรียกกันว่าแผน PDP 2555-2573) จะเห็นถึงข้อผิดพลาดในการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนและนำมาสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ตามมา เสียหายทางเศรษฐกิจอย่างไร มาดูรายละเอียดกัน
ฉบับที่แล้วผมทิ้งปมให้ช่วยกันคิดว่า หากพิจารณาปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ เทียบกับเป้าหมายของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ 2555-2573 (หรือที่เรียกกันว่าแผน PDP 2555-2573) จะเห็นถึงข้อผิดพลาดในการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนและนำมาสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ตามมา เสียหายทางเศรษฐกิจอย่างไร มาดูรายละเอียดกัน
ข้อมูลจากการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปี 2556 นั้น เป็นไปตามเป้าหมายเฉพาะพลังไฟฟ้าจากขยะและพลังงานลมเท่านั้น
นั่นคือแผนได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล 885 เมกะวัตต์ และรับซื้อจริง 1,884.78 เมกะวัตต์ และแผนได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานก๊าซชีวภาพไว้ 4.2 เมกะวัตต์ และรับซื้อจริง 234.92 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายมากพอสมควร ก็ถือเป็นเรื่องดีที่เราได้ซื้อไฟฟ้าราคาถูกได้เพิ่มขึ้น
แต่สำหรับพลังงานน้ำขนาดเล็กที่ตั้งเป้าไว้ที่ 269.7 เมกะวัตต์นั้น การไฟฟ้าฯ รับซื้อจริงได้เพียง 0.8 เมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินงานที่ต่างไปจากแผนงานมาก
ส่วนพลังงานลมที่เป็นพลังงานที่มีราคาสูง ก็ถือว่าการรับซื้อในอยู่เป้าหมาย คือ เป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 260.9 เมกะวัตต์ รับซื้อจริง 254.88 เมกะวัตต์
ที่ร้ายแรงที่สุด คือ พลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานที่มีราคาแพงที่สุด โดยได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไว้ไม่มากเพียง 540.7 เมกะวัตต์ แต่การไฟฟ้าฯ ก็กลับไปรับซื้อในปริมาณที่สูงถึง 1,865.79 เมกะวัตต์
การดำเนินงานรับซื้อไฟฟ้าที่คลาดเคลื่อนจากแผนการผลิตไปอย่างมากนั้น ได้สร้างความเคลือบแคลงใจว่า ด้วยสาเหตุใดจึงไม่มีการซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาถูก เช่น พลังงานชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพในราคากิโลวัตต์ชั่วโมงเพียง 0.30 บาท แต่กลับไปออกใบอนุญาตให้มีการผลิตไฟฟ้าและรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาแพงแทน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งบประมาณรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีราคากิโลวัตต์ชั่วโมงละ 8 บาท ตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่า จากงบประมาณการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 145,882 ล้านบาท การไฟฟ้าฯ ได้ทุ่มเงินสูงถึง 138,569 ล้านบาท หรือร้อยละ 95 ของงบประมาณที่ใช้ซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด เพื่อซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์
ผมได้ทำการศึกษาเบื้องต้นเพื่อคำนวณว่า การที่ประเทศไทยได้อนุมัติให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานที่มีราคาแพง เช่น พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ และมิได้เน้นให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ เช่น พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือพลังงานน้ำขนาดเล็กนั้น ได้สร้างความสูญเสียมากน้อยเพียงใด โดยการคำนวณใช้หลักการว่า การที่การไฟฟ้าฯ ไปรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคา 8 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่การไฟฟ้าฯ สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานชีวมวลในราคาเพียง 0.30 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้ ทำให้เกิดการสูญเสียงบประมาณ 7.7 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง
จากหลักการนี้การคำนวณพบว่า ในปี 2556 การรับซื้อไฟฟ้าในโครงการข้างต้นได้สร้างความสูญเสียคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 134,475 ล้านบาท ถึงแม้หากสมมติให้ราคาวัตถุดิบของเหลือใช้ในภาคเกษตรเพิ่มสูงขึ้นบ้าง จนทำให้ราคารับซื้อพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือพลังงานน้ำขนาดเล็กสูงขึ้นเป็น 1.3 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง ความสูญเสียก็ยังสูงถึงประมาณ 115,233 ล้านบาท
หรือหากจะอนุโลมให้มีการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์บ้าง แต่ไม่ให้เกินจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 260.9 เมกะวัตต์ สำหรับพลังงานลม และ 540.7 เมกะวัตต์ สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ ความสูญเสียก็ยังจะสูงถึงประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท
การศึกษามูลค่าการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนี้ เป็นข้อมูลที่รวบรวมได้ยาก เพราะการไฟฟ้าฯ มิได้เปิดเผยมูลค่าการรับซื้อไฟฟ้าให้สาธารณชนทราบโดยทั่วไป ผมจึงต้องทำการคำนวณมูลค่าเหล่านี้เอง ซึ่งหากการคำนวณของผมผิดพลาดไปก็ต้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลที่ถูกต้องมาเปิดเผยให้สาธารณชนทราบบ้างแล้วกันนะครับ จะได้เป็นที่เข้าใจตรงกัน
เพราะตอนนี้วิธีการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว นับได้ว่าเป็นการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นในมุมมองของประชาชนทั่วไป เพราะมันเป็นต้นทุนที่สูงและอาจทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงเกินความจำเป็น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากไปกว่านั้น คือ เงินที่สูญเสียไปกับการรับซื้อไฟฟ้านี้ไปตกอยู่กับใคร ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ และใครเป็นผู้เสียหาย
หากพิจารณาสัดส่วนประมาณการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ ในปี 2556 (รูปที่ 1) ซึ่งดูแล้วก็อาจมิได้แสดงถึงความผิดปกติอะไรมากนัก เพราะเป็นการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลในสัดส่วนร้อยละ 43.22 และร้อยละ 43.66 ตามลำดับ ส่วนพลังงานประเภทอื่นก็มีสัดส่วนการรับซื้อลดหลั่นลงตามมา
แต่เมื่อพิจารณาสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าที่คำนวณเป็นมูลค่า พบว่าภาครัฐใช้จ่ายเงินสูงถึงร้อยละ 89.67 ของงบประมาณการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด เพื่อซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์นี้เป็นพลังงานที่ประเทศไทยไม่มีความได้เปรียบ และต้องนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศในราคาที่สูง
ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ เช่น พลังงานชีวมวลที่ผลิตจากของเหลือใช้จากภาคเกษตรนั้น ภาครัฐใช้เงินซื้อเพียงร้อยละ 3.4 เท่านั้น
การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการสูญเสียของประเทศโดยไม่จำเป็น แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงจากการทุ่มเงินซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ กลับตกกับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาที่สูงเกินความจำเป็น







