
แรงเหวี่ยงทางการเมือง
ผมมีสมมติฐานว่า ในภาพรวม หนึ่งในสาเหตุวิกฤตการเมือง คือ ฝักฝ่ายการเมืองแต่ละฝ่ายต่างเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งครอบครองหรือพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองที่ “เกินขอบเขตประชาธิปไตย-ประชาธิปไตยตามที่แต่ละฝ่ายเข้าใจ” จนก่อให้เกิดวิกฤตการเมืองครั้งสำคัญรุนแรง “ในแต่ละช่วงหรือรอบเวลา”
ผมมีสมมติฐานว่า ในภาพรวม หนึ่งในสาเหตุวิกฤตการเมือง คือ ฝักฝ่ายการเมืองแต่ละฝ่ายต่างเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งครอบครองหรือพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองที่ “เกินขอบเขตประชาธิปไตย-ประชาธิปไตยตามที่แต่ละฝ่ายเข้าใจ” จนก่อให้เกิดวิกฤตการเมืองครั้งสำคัญรุนแรง “ในแต่ละช่วงหรือรอบเวลา”
ตลอดแปดสิบกว่าปี วิกฤตครั้งสำคัญอุบัติขึ้นและลงเอยในลักษณะของแรงเหวี่ยงอย่างสุดโต่ง ไปสู่ขั้วอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนคนเดียว กลุ่มคน หรือมหาชน เห็นได้จากวาทกรรมในการต่อสู้ทางการเมืองที่สะท้อนวนเวียนอยู่ ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ เสียงข้างมากคือประชาธิปไตย เผด็จการเสียงข้างมาก ใช้อำนาจเกินขอบเขต การคืนพระราชอำนาจ ความไม่เป็นประชาธิปไตยของตุลาการภิวัฒน์อำมาตยาธิปไตย มวลมหาประชาชน ฯลฯ
ในการปฏิรูปการเมือง ควรตอบคำถามสัก 2 ข้อก่อน หนึ่ง อะไรคือสาเหตุของแรงเหวี่ยงอย่างสุดโต่งที่เกิดขึ้นในวิกฤตการเมืองไทยที่ผ่านมา? สอง อะไรคือความพอดีของขอบเขตการใช้อำนาจอันชอบธรรมระหว่างสถาบันทางการเมืองต่างๆ?
รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับที่เกิดตามหลังเกิดวิกฤตมักจะมีลักษณะ “แรงเหวี่ยงกลับทางการเมือง” มากกว่าที่จะมีลักษณะของ “ความสมดุลพอดี” แน่นอนว่า ผู้เขียนตระหนักดีว่าการใช้คำว่า “ความพอดี” ต้องมีความระมัดระวังยิ่ง เพราะเป็นนามธรรมและยากที่จะ “เป็นกลาง” สำหรับแต่ละฝักฝ่ายทางการเมืองกระนั้น หากพยายามที่จะหา “ความพอดีร่วมกัน” น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา “แรงเหวี่ยงกลับทางการเมือง” ได้
ข้อเสนอนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. โดยอ้างว่า ในยามสถานการณ์การเมืองปกติ เสียงข้างมากในสภาจะไม่เสนอและลงคะแนนเสียงให้กับผู้ที่ไม่ได้เป็น สส. แต่ถ้าในยามคับขัน หากการได้มาซึ่ง “นายกฯ คนนอก” เป็นทางออกที่เสียงส่วนใหญ่ในสภาเห็นพ้องต้องกัน จะทำให้การเมืองดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องแหกกฎกติกาหรือขัดแย้งอย่างรุนแรงบนท้องถนนจนนำไปสู่การจลาจลหรือลงเอยด้วยรัฐประหาร
มองจากจุดยืนของผู้ที่ฝักใฝ่ “ประชาธิปไตยที่ค่อนข้างบริสุทธิ์” นั่นคือการเน้นว่า อำนาจทางการเมืองในทุกๆ ด้านควรจะเชื่อมโยงกับเสียงประชาชนให้มากและเคร่งครัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างเช่นในกรณีของผู้นำในการใช้อำนาจบริหาร ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรี ก็ควรที่จะผ่านการยอมรับจากเสียงประชาชนเป็นเบื้องต้น นั่นคือ ควรจะต้องมีสถานะของการเป็นตัวแทนประชาชนหรือ สส.นั่นเอง ผู้ที่ฝักใฝ่ “ประชาธิปไตยค่อนข้างบริสุทธิ์” ย่อมจะเห็นว่า ข้อเสนอนี้เหวี่ยงออกจาก “ความเป็นประชาธิปไตยตามความเข้าใจของพวกเขา” กระนั้นก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เสียทีเดียวว่า ข้อเสนอดังกล่าวนี้ “ไม่เป็นประชาธิปไตยเสียเลย” เพราะอย่างน้อย การที่คนนอกจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในยามวิกฤตก็ต้องได้รับการยอมรับจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง สส. ในสภาก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
แต่ที่แตกต่างชัดเจนคือ นายกฯ ที่ต้องมีสถานะ สส. ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน (คนจำนวนมาก) และได้รับเลือกอีกครั้งจาก สส.ในสภา ส่วนนายกรัฐมนตรีที่เป็น สส. ได้รับเลือกจาก สส.ในสภาเท่านั้น (คนกลุ่มหนึ่ง เช่น ไม่เกินห้าร้อยคน)
การเปิดให้มีนายกฯ ที่ไม่ได้เป็น สส. แต่ต้องผ่านความเห็นชอบของ สส. ในสภาถือเป็นข้อเสนอที่มีลักษณะ “ผสมผสาน” ระหว่างการใช้อำนาจของประชาชนคนหมู่มาก กับการใช้อำนาจของ สส.ที่เป็นคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็นทางออกทางการเมือง
แต่ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มเปิดสภาเลยก็ได้ หากระบบเลือกตั้งส่งผลให้ยากที่พรรคการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่งสภา นั่นคือ จะไม่มีหัวหน้าพรรคใดมีเสียงในสภามากพอที่จะเป็นนายกฯ ถ้าพรรคอื่นๆ ตั้งแง่อีก โอกาสที่สภาจะเห็นพ้องต้องกันในตัวหัวหน้าพรรคการเมืองคนใดคนหนึ่งย่อมเป็นเรื่องยาก
บางประเทศพบว่า กว่าจะตกลงกันได้ใช้เวลาหลายเดือน ขณะที่บางประเทศกำหนดว่า หากตกลงกันไม่ได้ภายใต้กำหนดเวลา สภาก็ต้องถูกยุบเพื่อให้เลือกตั้งใหม่ โดยคาดหวังว่าผลการเลือกตั้งใหม่จะลงตัวมากขึ้น
ถ้ารัฐธรรมนูญใดกำหนดว่า หากสภาไม่สามารถตกลงกัน ให้ สส.ในสภาจำนวนหนึ่งเสนอชื่อ “คนนอก” เพื่อพิจารณาได้ก็ถือว่าเปิดทางเลือกมากขึ้น ไม่จำกัดว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น สส.เท่านั้นแต่ถ้าระบบเลือกตั้งเอื้อให้มีพรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาได้ง่าย การใช้ทางเลือก “คนนอก” ก็จะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะเกิดวิกฤตความชอบธรรมจากผู้นำฝ่ายบริหารที่มาจาก สส.
อย่างที่กล่าวไป ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้คือผู้ฝักใฝ่ “ประชาธิปไตยที่ค่อนข้างบริสุทธิ์” ที่ว่า “ค่อนข้าง” เพราะยังให้ สส. เลือก สส.บางคนเป็นนายกฯ เพราะถ้าบริสุทธิ์มากขึ้นกว่านี้ ต้องให้ประชาชนเลือก “เลือกนายกฯ”ตรงเลย และถ้าบริสุทธิ์เต็มที่ ต้องไม่เลือกใครเลย ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่ากัน หมุนเวียนกันเป็นฝ่ายบริหาร ถึงจะเป็นประชาธิปไตยบริสุทธิ์สมบูรณ์ อย่างในประชาธิปไตยกรีกโบราณ หากรัฐธรรมนูญใหม่เปิดทางเลือก “คนนอก” ก็อาจเข้าตามที่กล่าวไป คือเป็นแรงเหวี่ยงทางการเมือง หากสังคมไม่เอา ก็รอถูกเหวี่ยงกลับได้เลย
(ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การเมืองไทยในภาวะวิกฤต : การวินิจฉัยสาเหตุและการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาจากมุมมองระบอบการปกครองแบบผสม” ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช ทุนวิจัย สาขาสังคมศาสตร์ จุฬาฯประจำปี 2556)







