
ตีกรอบต่อสัญญาไฟฟ้าเล็ก
โรงเก่าส่อหมดหวังต้นทุน/หน่วยต้องคุ้มค่า เรียกเอสพีพีถกเงื่อนไขต้นปีกว่า 1 พันเมกฯ
โรงเก่าส่อหมดหวังต้นทุน/หน่วยต้องคุ้มค่า เรียกเอสพีพีถกเงื่อนไขต้นปีกว่า 1 พันเมกฯ
สนพ.เรียกถกเอสพีพีทยอยหมดสัญญาตั้งแต่ปี 60 กว่า 1,000 เมกะวัตต์ ตีกรอบชัดต้องประหยัดพลังงาน
นายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า เตรียมเรียกผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) มาหารือในช่วงต้นปี 2558 เพื่อวางแนวทางการพิจารณาต่ออายุสัญญาเอสพีพีที่กำลังจะทยอยหมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป ซึ่งมีอยู่กว่า 1,000 เมกะวัตต์ โดยเบื้องต้นหลักการพิจารณาจะให้ความสำคัญกับศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าของเอสพีพี โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย ในขณะที่หลักเกณฑ์รายละเอียดทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวจะครอบคลุมถึงผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ที่จะหมดสัญญาในอนาคตด้วย
ทั้งนี้ เอสพีพีที่จะทยอยหมดสัญญาส่วนใหญ่เป็นการผลิตไฟแบบพลังงานความร้อนร่วมหรือระบบโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นระบบผลิตไฟฟ้าที่ใช้กับโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลส่งเสริมระบบนี้เพราะเป็นการผลิตทั้งพลังงานความร้อนและไฟฟ้าใช้เอง ส่วนไฟฟ้าที่เหลือจะขายไฟฟ้าเข้าระบบ แต่ในระยะหลังผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนจะเน้นผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบมากกว่า ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าช่วงปี 2560-2565 พบว่าปริมาณการสำรองการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.จะสูงเกือบ 30% เนื่องจากการวางแผนผลิตไฟฟ้าที่ผ่านมาได้คำนึงถึงอัตราการเติบทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีเฉลี่ย 5% แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยเติบโตเพียง 3-4% ดังนั้นการจะต่ออายุสัญญาเอสพีพีจะต้องดูความจำเป็นของการจ่ายไฟจากเอสพีพี ที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การส่งเสริมก่อนและต้องพิจารณาโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงด้วย โดยโรงไฟฟ้าเก่าที่ปรับปรุงแล้วค่าประสิทธิภาพก็ยังต่ำจะไม่มีโอกาสที่จะต่อสัญญา
“เอสพีพีส่วนใหญ่จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ในขณะที่สำรองก๊าซในอ่าวไทยเองมีจำกัด และในอนาคตจะต้องนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) มากขึ้นซึ่งมีราคาแพงกว่า การพิจารณาต้องมองหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งจำเป็นต้องหารือและวางเงื่อนไขร่วมกับเอกชนด้วย” นายชวลิต กล่าว
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวว่า ขณะนี้เรกูเลเตอร์อยู่ระหว่างสรุปหลักเกณฑ์การต่ออายุโรงไฟฟ้าภาคเอกชนทั้งผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ และเอสพีพีที่จะหมดอายุสัญญาใน 4-5 ปีข้างหน้า รวมแล้วประมาณ 5,000-6,000 เมกะวัตต์ โดยในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้าไอพีพีนั้น ได้กำหนดหลักเกณฑ์เสร็จสิ้นแล้วและอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตเอกชน ซึ่งเรกูเลเตอร์จะให้ความสำคัญด้านเทคนิคและการดูแลสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนต้องดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่วนเงื่อนไขการต่อสัญญาของเอสพีพีจะเร่งสรุปให้ได้ภายในต้นปี 2558 ก่อนที่สัญญาของผู้ผลิตจะทยอยหมดอายุ







